สวัสดีครับ
หายไปนานมาก เนื่องจากเหตุหลายประการ ขี้เกียจเขียนบ้าง งานเยอะบ้าง บลาๆๆ
เหตุผลอย่างหนึ่งคืออยากเขียนแต่เว็บของ exteen ไม่เป็นใจ หวังว่าปัญหานี้คงได้รับการแก้ไขแล้ว
 
มีเรื่องราวมากมายที่ผมอยากบอกเล่า เกี่ยวกับการวิ่ง อ่านหนังสือ และสิ่งที่พบเจอในชีวิตประจำวัน แต่เรื่องที่ผมอยากเล่าสู่กันฟังที่สุดตอนนี้คือวิ่งมาราธอนนี่แหละครับ
แต่ก่อนอื่นขอพูดถึงเรื่องอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นหลังจากวันเกิดเมื่อห้าเดือนก่อน เรื่องมีอยู่ว่า หลังจากวันเกิด ผมไปวิ่งมินิมาราธอนงานหินช้างสีในช่วงเช้า หวังว่าจะได้ถ้วยมาเป็นของขวัญวันเกิดให้ตัวเอง (แต่ก็ได้แค่หวัง) ช่วงหัวค่ำ เพื่อนชวนไปฉลอง แต่ดื่มหนักไปหน่อย ตกบันไดขาแพลง กลับบ้านอ้วกอีก วันต่อมาข้อเท้าก็เป็นตามภาพ
 
 
เป็นของขวัญวันเกิดที่ surprise ที่สุดเลยครับ ไปตรวจดูก็พบว่ากระดูกไม่เป็นอะไร แต่ต้องพักยาวกว่าสามเดือนถึงกลับมาวิ่งได้
 
เมื่อกลับมาวิ่งก็ยังคงเป๋อยู่เดือนนึง พอเริ่มจะเข้าที่เข้าทางแล้วก็ลงวิ่งมินิมาราธอนที่ร้อยเอ็ด ต่อด้วยฮาล์ฟมาราธอนที่สารคาม แต่ก็พลาดถ้วยรางวัลไปตามระเบียบ
 
ช่วงที่ไม่ได้วิ่ง เป็นอะไรที่น่าเบื่อมาก เดินไปไหนก็เจ็บ บ้างก็นึกสมน้ำหน้าตัวเอง นี่แหละครับสุรายาเมา ไม่ใช่ของดีเลย และมีอีกอย่างที่ผมอยากจะสารภาพ แต่อย่าไปบอกใครล่ะ ผมสูบบุหรี่ด้วยแน่ะ บารากุอีกนะ ไอ้ตอนสูบนี่ก็สนุกอยู่หรอก แต่หลังจากสูบนะ ผมรู้สึกได้อย่างชัดเจนเลยว่าความจุปอดของผมลดลง หายใจไม่สะดวก สมองก็ไม่ค่อยทำงาน ง่วงนอนตลอดเวลา แต่ตอนนี้ผมไม่คิดจะแตะมันแล้วแหละ มันไม่ได้มีอะไรดีเลย ความจริงผมก็เป็นแบบนี้แหละ อยากรู้ อยากลองไปทั่ว พอรู้ว่าอะไรดีผมก็ทำต่อไป อะไรไม่ดีก็หันหลังให้มัน
 
ว่าด้วยเรื่องมาราธอน ผมคิดอยู่พักใหญ่ว่าจะลงหรือเปล่า ดูสภาพร่างกายแล้วก็ลงได้แน่นอน จึงตัดสินใจเริ่มซ้อมตั้งแต่วันที่ 5 พฤษจิกายน ปีก่อน
 
ครับ นักวิ่งไร้สังกัดอย่างผมไม่มีโคชช่วยสอน แต่ก็มีตัวช่วยเป็น app ที่ชื่อว่า runkeeper มีให้เลือกแผน Beginner Marathon จะต้องวิ่งทั้งหมด 64 ครั้ง ใน 111 วัน แต่ผมก็ไม่ได้วิ่งตามแผนทั้งหมดหรอก วิ่งบ้าง ไม่วิ่งบ้าง ตามสะดวก
 
 
 
 
 
 
 
 
 
วันหนึ่งผมเปลี่ยนท่าวิ่งจากลงน้ำหนักด้วยส้นเท้า ซึ่งผมวิ่งด้วยท่านี้มาตลอด เปลี่ยนเป็นลงน้ำหนักด้วยปลายเท้า ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนบันลุโสดาบันทางด้านการวิ่ง ความเร็วเพิ่มขึ้น 20% แถมยังเหนื่อยน้อยลง แต่ช่วงแรกๆก็ยังวิ่งได้ไม่เต็มที่หรอก เพราะอาการบาดเจ็บยังไม่หายดี หลังจากนั้นผมก็วิ่งด้วยท่านี้ตลอด
 
ระยะทางที่ผมเคยวิ่งไกลที่สุด 22 กม
ขอนแก่นมาราธอนนานาชาติ ครั้งที่ 11 จะเป็นมาราธอนแรกของผม จัดขึ้นในวันที่ 26 มกราคม 2557 งานนี้ผมเข้าร่วมตั้งแต่ครั้งแรก แต่เสียดายที่ไม่ได้เข้าร่วมทุกครั้ง เป้าหมายของผมคือเข้าเส้นชัยภายในเวลา 5 ชั่วโมง
 
 มีคำถามที่ผมอยากรู้ ผมอยากรู้ว่านักวิ่งส่วนใหญ่เขาคิดอะไรกัน และอยากรู้ความรู้สึกหลังจากกม. ที่ 30 ผมจะพยายามตักตวงความรู้สึกนั้นมาบรรยายให้ได้มากที่สุด ผมก็อยากรู้ว่าการวิ่งมันจะเปลี่ยนอะไรผมได้บ้าง วิ่งเสร็จเดี่ยวจะมาเล่าให้ฟังนะครับ
 
 
ตอนนี้ข้อเท้าหายดีแล้ว พร้อมจะพุ่งทะยาน
 
 
 
 
ลากันด้วยเพลงปลุกใจ...
 
ปอลอ ปีใหม่นี้ขอให้ทุกคนมีสุขภาพแข็งแรงนะครับ
เอ็นทรี่นี้นักวิ่งไร้สังกัดอย่างผมก็ได้ไปวิ่งที่จังหวัดอุดรธานี จึงมาบอกเล่าความประทับใจกันอีกครั้งครับ
 
ไปกันโลด!
 
วันที่ 19 พฤษภาคม เทศบาลบ้านธาตุได้จัดงานวิ่งขิ้นมา ผมก็ตัดสินใจไปร่วม โดยออกเดินทางตั้งแต่  วันที่ 18 เวลาประมาณบ่ายสอง แว๊นซ์รถจากขอนแก่นไปอุดรธานี ระยะทางกว่า 200 กม. 
 
 
 
ประมาณบ่ายสี่โมงครึ่ง กำลังจะเข้าอำเภอกุมภวาปี แดดเปรี๊ยงๆ แต่ก็คล้ายว่าฝนจะตก
 
 
 
และเราก็รู้ที่มาแล้วว่าทำไมฟ้าครึ้ม เหมือนฝนจะตก เป็นเพราะ Rocket Festival นี่เอง!
ช่วงนี้ชาวบ้านเริ่มจุดบั้งไฟขอฝนกันแล้ว
 
 
 
เข้าสู่อุดรฯ ฟ้าก็ครึ้ม และในที่สุดฝนก็ตก หาที่หลบกันก่อนสิครับ
 
 
 
แล้วเราก็เข้ามาหลบฝนกันที่ปั๊มปตท. ทางเข้าเมืองอุดรฯ พักอยู่นั่นประมาณ 20 นาที ก็ออกเดินทางต่อ เวลา 18:00 ท้องฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว ฝนตกปรอยๆ
 
เข้าไปในตัวเมืองอุดรฯ ปรากฏว่ารถติด ลองเช็คดู Google Maps ก็พบว่าที่จริงต้องเลี้ยวออกไปเลี่ยงเมือง ผมจึงหาทางออกเลี่ยงเมือง แต่ก็หลงเข้าซอกซอยไปทั่ว กว่าจะออกได้ก็เสียเวลาไปไม่น้อย
 
 
 
ถึงอุดรฯ แล้วก็ต้องไปอีกเกือบ 30 กม. จึงจะถึงอำเภอเพ็ญ สถานที่จัดงาน จากถนนเลี่ยงเมือง เลี้ยวขวาเข้าทางไปหนองคายก็แวะร้านขาหมูข้างทาง จากรูปแล้วก็คงไม่ต้องอธิบายว่ารสชาติเป็นอย่างไร  
ถือเป็นความซวยต่อจากการหลงทางของผม แต่ความเหนื่อยล้าก็สามารถทำให้ผมกลืนมันลงไปได้หมดจาน โดยลืมรสชาติไปเลย
 
 
 
ทางไปอำเภอเพ็ญมืดมากครับ กว่าจะเข้าไปถึงก็สองทุ่มแล้ว อย่างงี้แหละครับ เป็นนักวิ่งไร้สังกัดก็ลำบากหน่อย ไม่ได้มาเป็นหมู่คณะเหมือนคนอื่น
 
 
 
ที่กางเต็นท์นอนของเราเป็นศาลาในวัดบ้านธาตุที่เจ้าภาพจัดไว้ให้เป็นที่พักนักกีฬา
 
กางเต็นท์เรียบร้อยแล้วก็อาบน้ำ เสร็จแล้วก็นอนพักผ่อนในบรรยากาศที่สงบ ฝนตกตกปรอยๆ มีเสีง
อึ่งอ่างร้องกล่อมให้หลับ คราวนี้นอนสบายครับ หลับลึก เพราะเหนื่อยจากการเดินทางไกล
 
ตื่นมาก็ตี 4 จัดการทำธุระส่วนตัว เก็บข้าวของแล้วก็ไปบริเวณงาน
 
มาถึงงานแล้วก็ทำการสมัครให้เสร็จสรรพ งานนี้แบ่งเป็นสองรายการ มีเดิน-วิ่ง 6 กม. และ ซูปเปอร์-มินิมาราธอน 16.5 กม. ผมลงรายการซูปเปอร์-มินิมาราธอน กลุ่มอายุ 19-24 ปี ค่าสมัคร 100 บาท
 
 
 
เมื่อสมัครเสร็จแล้วก็เริ่มยืดกล้ามเนื้อเลยครับ อบอุ่นร่างกายก่อน และสิ่งที่สำคัญอีกอย่างคืออาหารครับ เป็นแหล่งพลังงานที่ใช้สำหรับการวิ่งของเรา งานนี้ผมกินคุกกี้กับบิสกิตก่อนวิ่ง  
 
 
 
บริเวณงานจัดอยู่ริมหนองศรีประจักซึ่งเป็นหนองน้ำกว้างใหญ่ นักวิ่งจะต้องวิ่งอ้อมไปเพื่อกลับมาเข้าเส้นชัย
 
 
 
บรรยากาศบริเวณจุด Start งานนี้นักวิ่งรุ่นใหญ่เยอะ รุ่นผมไม่ค่อยมี อย่างงี้ก็ได้ลุ้นถ้วยใบสวยๆ กลับบ้านสิครับ
 
06:00 ประธานปล่อยตัวนักวิ่งประเภทซูปเปอร์-มินิมาราธอน
 
เมื่อได้ยินเสียงฆ้องเป็นสัญญาณของการเริ่มวิ่ง นาฬิกาพร้อมจับเวลา เท้าผมก็ขยับตามสัญชาตญาณนักวิ่งทางไกล ผมออกไปช้าๆ ค่อยๆ เร่งสปีดขึ้นจนได้ความเร็วระดับหนึ่ง
 
 
 
ช่วง 5 กม. แรก ข้างทางเป็นทุ่งนาเขียวขจี วิ่งไปก็เหมือนกับเป็นการฟอกปอดไปในตัว
 
กิโลเมตรที่ 6 เริ่มเข้าสู่หมู่บ้าน ผมวิ่งไปเรื่อยๆ ความเร็วคงที่ รู้สึกแน่นหน้าอกเล็กน้อย
วิ่งคราวนี้ไม่มีคู่แข่งอยู่ข้างๆ หากแต่เป็นการแข่งกับตัวเองเพื่อทำเวลาให้ดีที่สุด ไปกันต่อโลด!
 
 
 
น้องผู้หญิงข้างหน้าผมสุดยอดมากครับ อายุประมาณ 16-17 ปี วิ่งความเร็วประมาณผมเลย แล้วมีช่วงหนึ่งผมแซงขึ้นไป น้องเค้าก็ตามหลังติดๆ จนผมแรงตกแล้วน้องเค้าก็แซงคืน โหดไม่ใช่น้อย
 
กิโลเมตรที่ 10 วิ่งตัดผ่านหมู่บ้าน ข้างทางก็มีชาวบ้านคอยให้กำลังใจ บางบ้านก็มีน้ำมาตั้งบริการนักวิ่ง เห็นแล้วก็มีแรงไปต่อ
 
 
 
เชื่อว่านักวิ่งหลายคนที่เห็นป้ายอย่างนี้ก็คงจะปล่อยก๊อกสุดท้ายออกมาเป็นแน่ ผมก็เช่นกันครับ กิโลเมตรสุดท้ายผมรีดพลังที่เหลือออกมา สปีดเข้าเส้นชัยแบบหล่อๆ ด้วยเวลา 1:25:49
 
 
 
เข้าเส้นชัยแล้วกรรมการก็เอาป้ายมาให้ครับ เย้! งานนี้เราเข้าอันดับที่ 4
 
หายตื่นเต้นแล้วก็พักกินน้ำ ยืดเส้นยืดสาย คลายกล้ามเนื้อหลังวิ่งแล้วก็รอรับรางวัลครับ
 
 
 
ใกล้ๆ งาน ก็จะมี Rocket Lunchers อยู่ด้วยครับ อลังการงานสร้างมาก เป็นสิ่งที่ใช้ในงาน Rocket Festival ที่จะจัดขึ้นในอีกสามวันข้างหน้า
 
 
 
ช่วงรอรับรางวัลครับ รุ่นของผมเป็นรุ่นสุดท้ายที่ขึ้นรับ เรียกได้ว่าทุกงานเลย ไม่รู้เป็นอะไร
 
 
 
ถ้วยรางวัลสวยมากเลยครับผม ได้เงินค่าน้ำมันกลับบ้านอีก 300 บาท
 
เมื่อรับรางวัลเสร็จแล้วก็แพ็คกระเป๋าเตรียมกลับบ้าน แต่เดี๋ยวก่อน! ถ้าคุณโทรมา...ทุ้ย! ไม่ใช่ละ ก่อนจะกลับก็ไปอาบน้ำก่อนครับ
 
เข้าไปอาบน้ำที่วัดก่อนเดินทางกลับ
 
ผมอาบน้ำเสร็จก็มีชายคนหนึ่งเข้ามาทัก ถามไถ่กันตามประสานักวิ่ง เค้าเป็นคนที่ได้อันดับสองของกลุ่มผมเอง มาจากยโสธรครับ เรียนอยู่ที่มหาสารคาม เชื่อว่างานต่อไปเราจะได้เจอกันแน่นอน
 
นี่แหละครับ นอกจากจะได้ถ้วยรางวัลกับเงินรางวัลแล้วยังได้มิตรภาพอีกด้วย
 
และก่อนจะกลับจริงๆ ก็หาอะไรลงท้องก่อนครับ เพราะในงานก็ไม่ได้กินอะไรเลย ว่าแล้วก็แวะร้านก๋วยเตี๋ยวในหมู่บ้านดีกว่า
 
 
 
เหนื่อยๆ มา กินอะไรก็อร่อยครับ ก่วยเตี๋ยวเส้นเล็ก หมูน้ำตก อร่อยลืมโลก!
 
 
 
 
อร่อยขนาดไหนก็ลองดูเจ้าอ้วนนี่สิครับ จ้องจะเขมือบก๋วยเตี๋ยวในถ้วยของผมอยู่ ว่าแล้วก็รีบโซ้ยจนหมดถ้วย
 
และอีกอย่างที่สำคัญ เราจะกลับไม่ได้เลยถ้าไม่มีกาแฟ! แวะซื้อกาแฟข้างทาง นั่งจิบ ผมจิบเสร็จก็มมีป้าคนหนึ่งมาที่ร้าน ถามขึ้นว่า "มาแต่ไสล่ะบักหล่า?" ผมก็ตอบไป บอกว่ามาจากขอนแก่น มาวิ่งที่บ้านธาตุ ป้าแกก็ถามอีก "เรียนมข. ติ?" ผมก็แปลกใจเล็กน้อย เห้ย! ป้ารู้ได้ไงเนี่ย (คิดในใจ) แล้วป้าเค้าก็ใจดี บอกทางลัดออกถนนมิตรภาพซึ่งใกล้กว่าทางเดิมที่ผมเข้ามาประมาณ 4 กม. ผมก็ขอบคุณป้าแล้วออกเดินทางต่อ
 
 
 
เข้ามาทางลัดที่ป้าใจดีบอกครับ ตรงมาเรื่อยๆ จนออกถนนมิตรภาพ
 
ตรงเข้าเมืองอุดร แวะหาที่เที่ยวซะหน่อย แต่ก็หนีไม่พ้นเซ็นทรัลฯ กว่าจะเข้าไปได้ก็หลงทางเล็กน้อย ซอกแซกไปทั่ว
 
เข้าไปในเซ็นทรัลฯ ก็เดินตากแอร์เพลินเลยครับ จนบ่ายโมงกว่าๆ ออกมาหาข้าวกิน แล้วแว๊นซ์กลับขอนแก่น
 
เวลาประมาณ 17:00 ผมกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย
 
บันทึกของนักวิ่งไร้สังกัดครั้งนี้ก็จบลงด้วยดี โปรดติดตามบันทึกครั้งต่อไป...
 
Enjoy Running
(ต่อจากเอ็นทรี่ที่แล้ว)
 
ผมกับโทบี้ลงจากภูพานเข้าสู่เมืองสกลนครแล้วก็แวะเข้าร้านส้มตำของเพื่อนเป็นที่แรก 
 
คนที่ร้านนั้นเค้ารอการมาของผม (ฟังดูยิ่งใหญ่มาก) เมื่อเค้าได้ยินว่าผมปั่นจักรยานข้ามภูพานมาก็ตกใจกันทั้งร้าน  บ้างก็หาว่าผมบ้า (ถูกต้องที่สุด) ผมไม่ขอเอ่ยชื่อคนที่ร้านนั้นนะครับ เดี๋ยวเค้าเสียหาย (ถ้าเค้ารู้ก็คงบอกว่าไม่มีอะไรจะเสียแล้วแหละ) ทางร้านก็ให้การต้อนรับเป็นอย่างดีด้วยตำแตง แกงหน่อไม่ และไก่ย่างร้อนๆ นั่งเสวนาที่มาที่ไปของการเดินทางได้พักหนึ่งก็เริ่มจะกระหายคาเฟอีน 
 
นั่งพักอยู่นั่นได้ซักหน่อย ผมก็ออกหากาแฟมาจิบแก้เหนื่อย โดยมีเพื่อนเป็นไกด์นำทางไปซื้อกาฟที่ร้าน
ได้กาแฟโบราณเย็นๆ มาจิบก็ชื่นใจขึ้นหน่อย หลังจากนั้นก็เป็นการหาที่ซุกหัวนอนล่ะครับ
 
 
 
คืนนี้เราได้ที่นอนสบาย ห้องพักอย่างดีแบบว่านอนแล้วไม่อยากตื่นเลยทีเดียว
 
จากที่ได้ผจญภัยกันมามากมายแล้ว ต่อไปก็เป็นการเที่ยวภายในตัวเมืองสกลนคร
ไปดูตามลำดับที่ต่างๆ ที่ผมได้ไปเลยนะครับ
 
 
 
ที่แรกคือพิพิธภัณฑ์ภูพาน เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เปิดให้เข้าชมฟรี ระหว่างที่ผมปั่นจักรยานมาที่นี่ก็มีนักท่องเที่ยวคณะหนึ่งเข้ามาพอดี ทำให้ผมได้เข้าชมแบบเนียนๆ มีไกด์นำชมพร้อมกับนักท่องเที่ยวกลุ่มนั้น เข้าไปห้องแรกก็ได้ชมวิดิทัศน์แนะนำ สิ่งที่ประทับใจก็คือ เค้าบอกว่าเมืองสกลนครเป็น
"ดินแดนแห่ง 4 ธรรม" ได้แก่
 
1.ธรรมชาติ: มีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์เกิดจากเทือกเขาภูพาน มีป่าไม้ สายธาร และสรรพชีวิตอาศัยอยู่
 
2.ธรรมะ: มีปูชนียสถานที่สำคัญหลากหลายแห่ง มีพระเกจิอาจารย์ชื่อดังมากมาย
และมีสถานที่ทรงงานของพระมหากษัตริย์
 
3.อารยธรรม: มีอารยธรรมที่ยาวนานตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์
มีชุมชนโบราณอายุตั้งแต่ 600 ปีก่อนพุทธกาล 
 
4.วัฒนธรรม: มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของคนไทยอีสาน
 
ภายในพิพิธภัณฑ์ก็แบ่งออกเป็น 10 ส่วน ตกแต่งไว้อย่างสวยงาม ทันสมัย และน่าสนใจมาก
 
 
 
ส่วนนี้แสดงลักษณะทางภูมิศาสตร์ของสกลนคร
 
 
 
ลองวัดรอยเท้าไดโนเสาร์ดูครับ!
 
 
 
ส่วนนี้เป็นการจำลองสภาพแวดล้อมภายในถ้ำเสรีไทย
 
 
 
 
ส่วนนี้จัดแสดงเกี่ยวกับอารยธรรมและวัฒนธรรม
 
 
 
ส่วนนี้จัดแสดงเกี่ยวกับวิถีชีวิต ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ เป็นความรู้ใหม่ของผมเลยครับว่าจังหวัดนี้มีกลุ่มชาติพันธุ์อยู่หลากหลายชนเผ่า เค้าสามารถอยู่ร่วมกันได้ตั้งแต่สมัยพุทธกาลจนมาถึงเมื่อรวมเป็นรัฐชาติไทยในปัจจุบัน
 
 
 
ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์มีพญานาคตัวใหญ่นอนขดอยู่
 
เดินชมหมดทุกส่วนแล้วก็ไปดูที่อื่นต่อเลยครับ
 
 
 
มาถึงดินแดนแห่งธรรมแห่งนี้แล้วก็ต้องมาไหว้พระธาตุเชิงชุม ขอพรเพื่อเป็นศิริมงคลกับชีวิต
ที่วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร วัดคู่บ้านคู่เมืองของชาวสกลนคร
 
 
 
แสงแดดส่องสะท้อนวิหารสีทองอร่าม สวยงามอย่าบอกใคร
 
ไหว้พระกันเรียบร้อยแล้วเราไปที่หนองหารกันต่อเลยครับ
 
 
 
ริมฝั่งหนองหารเป็นสวนสาธารณะ มีสวนแม่กับสวนลูก
เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ข้างในบรรยากาศร่มรื่นมาก
 
ทะเลสาบหนองหารดูกว้างใหญ่ มองไปสุดลูกหูลูกตา กระแสน้ำไหลเอื่อยๆ
ดูแล้วก็สบายใจอย่างบอกไม่ถูก
 
 
 
ห้ามปั่นจักรยานเข้าไปในสวน แต่ก็มีที่จอดให้อย่างดี ถ้าจะปั่นจักรยานต้องไปที่สวนลูกซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่ง
 
 
 
 
ตกเย็นมาก็เป็นช่วงเวลาที่ผมขอเรียกว่า "ตะวันรอนที่หนองหาร" ภาพพระอาทิตย์ตกดินยามเย็นเป็นความสวยงามที่มีอยู่ทุกที่ แต่ละที่ก็มีความสวยงามแตกต่างกันไป
 
หลังจากที่ถ่ายภาพนี้ประมาณ 10 นาที ก็มีวิวที่สวยกว่านี้อยู่ตรงหน้า พระอาทิตย์ดวงแดง กลมโต
กำลังไต่ลงจากฟ้า หมู่เมฆลอยเอื่อยๆ เป็นภาพที่งดงามอีกภาพหนึ่งซึ่งผมไม่ได้ถ่ายเป็นไว้
หากแต่ถ่ายเก็บไว้ในความทรงจำเรียบร้อยแล้ว
 
 
 
สกลนครเป็นเมืองเล็กๆ ที่ดูสะอาด น่าอยู่ รถไม่ติด ตึกรามบ้านช่องก็ดูเป็นระเบียบดี
เมืองนี้ไม่มีตึกสูงเสียดฟ้า ดูไม่รกหูรกตา
 
 
 
ถ้าเข้ามาทางอุดรธานีจะเจอประตูเมืองตั้งตระหง่านอยู่ที่สี่แยก
วันฟ้าครึ้มอย่างนี้ก็ทำให้ประตูเมืองดูขลังขึ้นเลยครับ 
 
เที่ยวทั้งวันแล้วก็ได้เวลาพักผ่อนของเรา กลับห้องไปนอนพักล่ะครับ
 
 
 
เช้าวันจันทร์ที่ 6 ตื่นมาผมก็ออกของกินแต่เช้า ได้ข้าวสตูไก่กับกาแฟร้อนๆ มาเติมพลัง
 
จากนั้นก็จัดการเรื่องตีตั๋วกลับบ้าน ตั้งใจว่าจะเอาโทบี้ขึ้นรถทัวร์กลับเหมือนทริปที่แล้ว
และสุดท้ายก็ได้ตั๋วรถทัวร์ ขอนแก่น-นครพนม รอบ 17:30 น.
 
เก็บของออกจากห้องพักแล้วผมก็ไปอยู่ที่ร้านส้มตำของเพื่อน (เป็นแหล่งกบดานชั่วคราวก็ว่าได้) 
เพื่อรอไปขึ้นรถตอนเย็น 
 
 
 
ก่อนจะกลับผมก็ได้ไปไหว้หลวงปู่มั่น ที่พิพิธภัณฑ์หลวงปู่มั่น ภูริทัตฺโต วัดป่าสุทธาวาส
เรียกได้ว่ากลับบ้านแบบอิ่มอกอิ่มใจกันเลยทีเดียว
 
นาฬิกาบอกเวลา 17:30 น. รถทัวร์ที่จะไปส่งเราก็มาถึง สอบถามเรื่องการนำจักรยานกลับด้วยก็ได้ความว่าไม่สามารถเอาขึ้นได้ เพราะช่องเก็บสัมภาระของรถเต็มแล้ว
จึงเป็นภาระให้เพื่อนผมส่งเจ้าโทบี้ขึ้นรถอีกเที่ยวในวันถัดมา
(และมันก็ถูกส่งถึงบ้านอย่างปลอกภัยในเที่ยงวันถัดมา)
 
 
 
ระหว่างทางกลับบ้านก็ทบทวนเส้นทางที่ได้ปั่นมา มองออกนอกหน้าต่าง ฝนตกปรอยๆ ใจลอยไปทั่ว
ช่วงที่รถข้ามภูพานก็ทำเอาปวดเศียรเวียนเฮดอยู่พอสมควร
ลงจากภูพานแล้วก็ยาวมาถึงขอนแก่นเวลาสามทุ่มตรง
 
และการเดินทางครั้งนี้ก็สิ้นสุดลง...
 
การปั่นจักรยานเป็นการเดินทางที่เนิบช้า แต่ทว่ามีเสน่ห์ในตัว
ผมเชื่อว่าการปั่นจักรยานแบบทัวร์ริ่งจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเริ่อยๆ
เพราะประเทศไทยมีแหล่งท่องเที่ยวแทบทุกจังหวัด เหมาะกับการปั่นทัวร์ริ่งเป็นที่สุด
สำหรับผมแล้วการเดินทางไม่ได้จบลงแค่นี้แน่นอน 
 
Enjoy Cycling!