การวิ่งเป็นการออกกำลังกายที่เผาผลาญพลังงานได้มากที่สุดรองลงมาจากว่ายน้ำ ซึ่งผมก็วิ่งอยู่อย่างสม่ำเสมอตั้งแต่เด็ก เท่าที่จำความได้ก็เมื่อประมาณ ป.1 ได้ ที่เข้าร่วมวิ่งมาราธอนระยะทาง 5 กิโลเมตร เนื่องจากตอนเด็กมีโรคประจำตัวที่เจ้าตัวไม่ได้อยากให้ประจำเลย จริงๆแล้วมันมาเป็น Part time ซะมากกว่า (ฮา) ก็คือโรคหอบหืดนั่นเอง เป็นโรคที่ทรมานสำหรับเด็กพอควร บางคืนตกดึกมานอนอยู่ดีๆอาการก็เริ่ม แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก ต้องลำบากพ่อผมจับรถไปส่งพ่นออกซิเจนที่โรงพยาบาลอยู่เป็นประจำ และก็เป็นอยู่เรื่อยๆ ไปตรวจกับหมอทีไรก็มักจะได้ยาพ่นกลับบ้านอยู่เสมอ ในละแวกบ้านผมก็มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นโรคหอบหืดเช่นกัน เค้าเป็นหนักพอๆกันจนต้องซื้อถังออกซิเจนมาพ่นเองที่บ้านเลยทีเดียว (จริง) นั่นก็นานมาแล็วซึ่งตอนนี้ผมก็บอกลามันไปแล้วแหละครับ
 
เย็นวันนี้...ผมกับรองเท้าคู่ใจ (คู่เท้า?) New Balance 780 สีเทาอันเบาหวิวที่อยู่เคียงคู่ผมมาร่วมปี กว่า ได้เหนื่อยร่วมกันอีกครั้ง ผมจับจักรยานญี่ปุ่นเก่าๆสีดำทึบเจ้าโทบี้ไปสวนสุขภาพแห่งหนึ่งด้วยชุดวิ่งสบายๆ กางเกงขาสั้นเท่าน่อง เสื้อกีฬาพร้อมหมวกแก๊ปเก่าๆกันแดด
 
ผมปั่นเจ้าโทบี้ไปถึงที่หมาย ยืดเส้นยืดสายอยู่พักหนึ่งจึงเริ่มจ๊อกกิ้ง เริ่มจากช้าแล้วจึงเร่งสปีดเร็วขึ้นเรื่อยๆ สวนสารธารณะแห่งนี้มีพื้นที่กว้างพอสมควร มีบึงเล็กๆอยู่ตรงกลาง บริเวณรอบๆก็มีลานเต้นแอโรบิก สนามบาสฯ สนามตะกร้อ (ที่คนมักจะใช้ตีแบดฯกัน) สนามเด็กเล่น ทั้งเครื่องออกกำลังกายอีกมากมาย วิ่งรอบหนึ่งราวกิโลเมตรเศษ เต็มไปด้วยผู้คนมากมายที่มาออกกำลังกาย (และสุนัขจำนวนหนึ่ง)
 
รอบที่หก...อาหารที่ได้กินตั้งแต่เช้าถูกรีดมาใช้เพื่อสร้างพลังงานสำหรับการจ๊อกกิ้งครั้งนี้ เหงื่อชุ่มตัว รู้สึกถึงความเจ็บปวดบริเวณต้นขาเล็กน้อย ลมหายใจถี่ขึ้นราวกับสิงโตวิ่งล่าเหยื่อ ร่างกายเริ่มเข้าที่
ผมวิ่งต่อไม่คิดจะหยุด
 
เสียงฝีเท้าดังข้างหลังผม 'เจ๊าะๆๆๆ' ได้ยินชัดเจนรับรู้ได้ว่าอยู่ห่างเพียงหนึ่งช่วงแขน ผมรู้ว่าเค้ากำลังตามผมมาราว 400 เมตรแล้ว แต่ผมก็ไม่ได้สนใจอะไร วิ่งมาถึงจุดเริ่มต้น เค้าขึ้นมาประชิดข้างผมพร้อมทักทาย "ไปด้วยได้มั้ยครับ" ผมหันไปตอบอย่างฉงน "ครับ"
 
ชายนิรนามเหงื่อท่วมตัว ดูแล้วแก่กว่าผมสัก 10 ปีเห็นจะได้ หลังจากที่เปิดฉากทักผมไปแล้วจึงเริ่มบทสนทนาด้วยคำถาม "กี่รอบแล้วครับ" ผมตอบกลับ "หกรอบแล้วครับ..เรื่อยๆ" ผมพลันถามกลับ "แล้วพี่ละครับ" ชายนิรนามตอบผมพร้อมกับลมหายใจของวัยกลางคน "ห้ารอบครับ" จากนั้นเราก็ถามไถ่กันตามประสาคนไม่เคยพบเจอกันมาก่อน พอจะสรุปได้ว่าเค้าเพิ่งมาจากสกลนครลงรถมาก็มาวิ่งเลย (ฟิตจริงๆ)  พี่เค้าทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่งต้องพบเจอลูกค้าบ่อยๆ อาจจะเป็นเซลส์หรืออะไรก็ตามแต่ (ผมไม่ได้ถามละเอียด) เคยไปหลายจังหวัดรวมทั้งภาคใต้ แถบจังหวัดนครศรีธรรมราช แต่เนื่องจากข่าวสถานการณ์ภาคใต้มีความรุณแรงทางบริษัทเค้าก็ไม่ได้ส่งไปอีก และตอนนี้ก็พักอยู่บริเวณสนามกีฬาจังหวัดขอนแก่น 
 
เราคุยกันถูกคอ เรื่องวิ่งเค้าบอกว่าชอบวิ่งออกกำลังกาย ไปวิ่งมาหลายรายการแต่ก็ไม่ได้รางวัลอะไรเป็นพิเศษ ผมก็บอกว่าวิ่งแล้วหายเป็นโรคหอบหืด พ่อผมพาวิ่งตั้งแต่เด็ก วิ่งมาหลายรายการเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้รางวัลอะไรเหมือนกันนั่นแหละครับ (ฮา) เรื่องงาน (เรื่องนี้ได้ประสบการณ์เยอะเลย) พี่เค้าบอกว่าทำงานอยู่ที่แรกแล้วมีบริษัทอื่นมายื่นข้อเสนอที่ดีกว่า พี่เค้าก็พิจารณาและตอบรับข้อเสนอที่ดีกว่า (เงินมากกว่าก็ไปสิครับ) แล้วก็เปรียบเทียบการทำงานของรัฐบาลกับเอกชน พี่เค้าบอกว่าถ้าจะสอบเข้าหน่วยงานของรัฐบาลได้นะ  "มันขึ้นอยู่ที่โอกาส" ว่างั้น (ผมก็คิดอยู่ว่าโอกาสที่ว่านั้นแฝงนัยอะไรรึปล่าว) แล้วก็ว่าด้วยเรื่องลูกน้องที่ทำงานด้วย มีคนหนึ่งจบ มข. (สถาบันที่ผมกำลังเรียนอยู่) ไปสัมภาษณ์เข้าทำงานด้วยเกรดเฉลี่ยอันน้อยนิด แต่เค้าขอโอกาสทดลองทำงานโดยขอเงินเดือนเพียงครึ่งเดียว (แต่ทางบริษัทก็ให้เต็มอยู่ดี) เค้ามั่นใจในตัวเองสูงมาก แต่เวลาพบลูกค้าจำชื่อลูกค้าไม่ได้ และเค้ามั่นใจประมาณว่าเจอลูกค้าแล้วชี้หน้าบอกว่า "คุณเชื่อผม สินค้าของผมดี!" ปรากฏว่าเค้าทำงานได้เพียง 3 เดือนเท่านั้นแหละครับ (ด้วยความมั่นใจในตัวเองสูงเกินไป) ส่วนผมก็พูดเรื่องประสบการณ์การทำงานต่างๆที่เคยทำตั้งแต่เป็นพนักงาน Part time ที่ร้านอาหารในสมัย ม.ปลาย จนถึงงานที่ได้ไปทำในโรงงานแห่งหนึ่งเมื่อช่วงปิดเทอมใหญ่ที่ผ่านมา เรื่องจักรยาน พี่เค้าบอกว่าการปั่นจักรยานทำให้เห็นมุมมองใหม่ๆที่ไม่เคยเห็น เค้ามีจักยานพับติดรถยนต์ไปทุกที่! ส่วนผมก็เล่าว่าบางทีก็ปั่นจักรยานไปเรียน ไปที่ต่างๆ และการปั่นจักรยานก็ไม่ได้เหนื่อยอย่างที่คิด
 
รอบที่เก้า...ความมืดของค่ำคืนเริ่มกลืนกินแสงสว่างของกลางวัน ผมบอกกับพี่เค้า "รอบนี้พอแล้วแหละครับ ผมปั่นจักรยานมา มืดแล้ว" สนทนากันอีกเล็กน้อย และเราก็วิ่งมาจนถึงจุดที่เราพบกันครั้งแรกพร้อมกล่าวคำล่ำลา "ขอบคุณครับ", "โชคดีครับ" แล้วผมก็พาเจ้าโทบี้โฉบกลับบ้าน 
 
ผ่านพบเพื่อลาจาก มิตรภาพเล็กๆที่ยิ่งใหญ่ (ถึงแม้จะไม่รู้จักชื่อกัน) ผมไม่รู้ว่าใครส่งให้เค้ามารึปล่าว  เค้าสอนปรัชญาจ๊อกกิ้ง! วิ่งไปอย่าหยุด วิ่งไปเพื่อค้นหาสิ่งที่เราต้องการ ไม่แปลกที่สามรอบสุดท้ายนี้ผมไม่รู้สึกถึงความเหนื่อยล้าเลย

Comment

Comment:

Tweet

คิดถึงสมัยเรียนเลย
เราชอบไปออกกำลังกายที่พระราชวังสนามจันทร์
ในนั้นจะมีผู้คนมากมาย ไปวิ่ง ไปเดิน
ไปเล่นฟิตเนสกลางแจ้ง ไปว่ายน้ำ ไปแอโรบิค
ไปเพาะกาย
..บลา บลา บลา 
เราเองตอนแรกๆไปที่นั่นด้วยความอยากลดน้ำหนัก
แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง..น้ำหนักมันไม่ใช่แรงบันดาลใจอีกต่อไป
สิ่งที่ดึงดูดให้เราออกกำลังกายได้ก็คือ
"มิตรภาพ" ที่เราพบเจอระหว่างการออกกำลังกายนี่แหละbig smile Hot! Hot!
การวิ่งออกกำลังกายหรือปั่นจักรยาน ได้ไปตามเส้นทางเรื่อยๆ ทำให้พบเจออะไรต่างๆมากมาย ทั้งผู้คน ทั้งธรรมชาติ สิ่งก่อสร้างรอบกาย ..ในความคิดส่วนตัว มันดีกว่าการออกกำลังกายลำพังคนเดียวที่อยู่ในสถานที่แคบๆ นะคะ :)

#5 By m a n e - e a r th on 2012-11-06 01:56

การวิ่งออกกำลังกายหรือปั่นจักรยาน ได้ไปตามเส้นทางเรื่อยๆ ทำให้พบเจออะไรต่างๆมากมาย ทั้งผู้คน ทั้งธรรมชาติ สิ่งก่อสร้างรอบกาย ..ในความคิดส่วนตัว มันดีกว่าการออกกำลังกายลำพังคนเดียวที่อยู่ในสถานที่แคบๆ นะคะ :)

#4 By m a n e - e a r th on 2012-11-06 01:56

โห เยอะจังค่ะ วิ่งตั้ง 9 รอบ big smile

#2 By ViVaceVihok on 2012-10-19 14:05

มิตรภาพดี ๆ จากการออกกำลังกาย ดีจังเลยค่ะ
แต่บางทีถ้าดึก ๆ แล้วมีคนมาวิ่งตาม มาทักก็แอบน่ากลัวเหมือนกันเนอะ  confused smile sad smile

#1 By momoocha on 2012-10-17 07:56