ภาพจาก: facebook.com/sommadhibooks
 
"หนังสือโรคจิตชัดๆ" เพื่อนคนหนึ่งเปรยเมื่อเริ่มอ่านบทแรก
 
"อ่านแล้วจะรู้ถึงเบื้องลึกของจิตใจคน" เพื่อนอีกคนหนึ่งที่อ่านจบแล้วบอกผม
 
หนังสือสีทึมๆ กับขอบดำขลับ
แรกเจอผมเชื่อว่าทุกคนจะต้องแปลกตากับรูปเล่มสีทึมๆ ขอบดำขลับอันผิดแผกไปจากหนังสือเล่มอื่น บางคนอ่านจนคราบดำเปรอะกระดาษ บ้างประทับเป็นรอยนิ้วมือ ดูจากภายนอกก็รู้เลยว่านี่ไม่ใช่นวนิยายที่อ่านเล่นเพลินๆเป็นแน่ ต้องขบคิดตามทุกอนุเฉท ผมขอแนะนำว่าก่อนจะเปิดอ่านควรจะหากระดาษมาเช็ดสีดำที่ขอบให้ออกซะหน่อย หรือใครอยากแสดงความเป็นเจ้าของด้วยการประทับลายนิ้วมือไว้ก็ดูดีไปอีกแบบ ผมคิดว่าคนแคระเป็นหนังสือที่จับกระชับมือที่สุดที่เคยอ่านมา น้ำหนักเบาพอดี ถืออ่านมือเดียวได้สบาย เวลาที่พลิกเปิดแต่ละหน้าแล้วมีเสียงกรอบๆ ของกระดาษที่ติดกันเพราะรอยสีดำนั้น มันก็ได้อรรถรสไปอีกแบบ นอกจากคนแคระแล้วทางสำนักพิมพ์สมมติก็ได้พิมพ์หนังสือรูปแบบนี้อีก 2 เล่มได้แก่ สาระของความว่างเปล่า ของ สมพงษ์  ทวี' และ การหมุนตัวอย่างแข็งของฟ้าร้อง พูลวรลักษณ์ ของ ฟ้า พูลวรลักษณ์ ซึ่งก็น่าสนใจไม่แพ้กัน
 
ภายในเล่มบรรจุตัวอักษรเรียงเป็นระเบียบไว้ในกระดาษ 437 หน้า แบ่งเป็น 4 ภาค;
ภาคหนึ่ง - กรง
ภาคสอง - มนุษย์หัต
ภาคสาม - เศษกระจก
ภาคสี่ - ทะเลทราย
 
ตัวละครหลัก แต่ละคนล้วนมีปม
คนแคระ: ชื่อก็บ่งบอกถึงปมด้อยที่มีมาตั้งแต่เกิด เขาคือสมาชิกหนึ่งของสังคมที่มักจะถูกมองข้าม เหมือนไม่มีตัวตนอยู่ ผู้เขียนไม่ได้ใช้สรรพนามอื่นเลยนอกจาก 'คนแคระ', 'ชายแคระ' อาจเป็นเพราะต้องการเน้นย้ำปมด้อยนี้เอง คนแคระคือผู้ถูกกักขังอิสรภาพซึ่งเป็นธีมหลักของหนังสือเล่มนี้
เกริก: อดีตนักศึกษาแพทย์ที่เรียนไม่จบเพราะสูญเสียพ่อในปีสุดท้าย เขาเป็นเศรษฐีที่ได้รับมรดกจากพ่อ เกริกมีพฤติกรรมที่แปลก ความคิดแปลก และเป็นผู้ริเริ่มความคิด 'จับชายสักคนหนึ่งมาขังในกรง'
พิชิต: ชายผู้สูญเสียคนรักเพราะโรคมะเร็ง มีพฤติกรรมชอบทำร้ายตัวเอง ชอบนึกถึงเรื่องราวในอดีต
ยากที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง
นุช: หญิงสาวคนเดียวของเรื่อง เธอมีปัญหาด้านความรักซึ่งส่งผลต่อการสร้างสรรค์งานศิลปะของเธอ
 
...คนคนหนึ่งหายไปโดยที่โลกไม่อินังขังขอบ
มันเป็นการสาบสูญที่ถูกลืมโดยสิ้นเชิง
ประหนึ่งชายแคระไร้ตัวตน ไม่เคยมีอยู่
ไร้ความหมายเยี่ยงเม็ดทราย...
 
ทำไมต้องคนแคระ?
เพราะคนแคระเหมือนไม่มีตัวตนในสังคม เขาถูกมองข้าม ถูกเอารัดเอาเปรียบ การหายตัวที่เรียกได้ว่า 'สาบสูญ' ไม่มีแม้การพูดถึง นั่นก็เป็นการแสดงถึงความไม่มีตัวตนอย่างชัดเจน การเดินเรื่องแบบ 'เนิบช้า' เป็นเสน่ห์ของหนังสือเล่มนี้ ฉากก็มีเพียงไม่กี่ฉาก ฉากที่สำคัญคือตึกร้างกลางทุ่ง บนชั้นสามของตึกมีการดัดแปลงใส่แผงกรงเหล็กซึ่งเป็นที่กักขังคนแคระ มีการบรรยายพฤติกรรมของตัวละครและสภาพแวดล้อมอย่างละเอียดยิบ (ตั้งแต่เชื้อรายันท้องฟ้าคราม) บทสนทนาน้อย เน้นความรู้สึกนึกคิดมากกว่าคำพูด บางครั้งอ่านไปก็เหมือนกับว่าเราถูกดูดเข้าไปอยู่ในฉากนั้นๆ เฝ้ามองดูอยู่จากมุมสูง ผู้อ่านจะมีคำถามในใจว่า "จับคนแคระมาขังทำไม?" และคำตอบที่ได้ก็คือสิ่งที่ผู้อ่านตีความเอาเองทั้งนั้น ผมเชื่อว่าอ่านได้อย่างมากก็ประมาณหนึ่งร้อยหน้าต่อวัน หรือถ้ามากกว่านั้นแสดงว่าคุณมีความอดทนสูงมาก
 
...ถอนใจให้กับประตู กรีดร้องใส่รูกุญแจ
อย่าตอแยกับลูกกรง เพราะทางลงคือหน้าต่าง
นั่นทางลงคือหน้าต่าง ฮิฮิฮิ...
 
ผู้กระทำ - ผู้ถูกกระทำ
การกักขังอิสรภาพที่เกริกใช้คำว่า 'แขก' แทนคำว่า 'เหยื่อ' บางทีดูเหมือนจะเป็นสัตว์เลี้ยงดูเล่น - กักขัง ให้อาหาร พาไปเดินเล่น เป็น 'อาชญากรรม' ที่ไม่มีใครรับรู้ นอกจากเกริก พิชิต และนุชเท่านั้น เสียงกรีดร้องของคนแคระนั้นถึงเราจะไม่เคยได้ยิน แต่เมื่อนึกถึงเสียงเล็กแหลมของชายแคระแล้วก็สามารถรับรู้ได้ถึงอารมณ์สยองขวัญนิดๆ แสดงความเจ็บปวดของผู้ถูกกักขังอย่างเห็นได้ชัด มีตอนหนึ่งที่ความอดทนอดกลั้นถึงจุดที่ระเบิดโพล่งออกมา หรือนั่นจะเป็นสิ่งหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนมีอยู่ในตัว? การแสดงปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำกับผู้ถูกกระทำเป็นไปอย่างช้าๆ เนิบๆ จากความสงสัยเป็นความใกล้ชิด ในตอนท้ายเรื่องดูเหมือนว่าเกริกจะกลายเป็นผู้ถูกกระทำซะเอง นอกจากนั้นแล้ว 'คนแคระ' ยังชวนให้เราคิดในแง่ของ
ศีลธรรม ความผิดชอบชั่วดี อีกทั้งคุณค่าของชีวิต
 
สำหรับผมเมื่ออ่านจบแล้วก็ทำให้มองคนแคระเหมือนเป็นคนธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นคนแคระที่ขายพวงมาลัยอยู่สี่แยก, ช่างซ่อมรถ, ตลกคาเฟ่ในโทรทัศน์ และอื่นๆ เค้าก็มีตัวตนอยู่บนโลก เค้าก็ใช้ชีวิตเหมือนกับเราๆ และบางครั้งเค้าอาจจะถูกสังคมกระทำมากมายจนเกิดความ 'ชินชา' สังเกตง่ายๆ จากสายตาของคนที่มองมักจะมองด้วยสายตาที่เห็นว่าเป็น 'ตัวประหลาด' นอกจากนี้แล้วยังทำให้มองสิ่งต่างๆ ละเอียดขึ้นด้วย -สิ่งเล็กๆที่เรามักจะมองข้าม 
 
 
แล้วคุณล่ะ อ่านคนแคระแล้วได้อะไร?

Comment

Comment:

Tweet

surprised smile surprised smile surprised smile surprised smile

#50 By (49.230.182.20|49.230.182.20) on 2015-01-08 18:38

ลอก misery ของ stefen king

#49 By ค่ะ (14.207.8.242|14.207.8.242) on 2014-08-06 10:35

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ
ที่ทำให้ได้เห็นรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน
ขอบคุณค่ะquestion question question question question

#47 By reeves on 2013-05-03 11:46

It's a really good article.
This article is very useful.

#46 By lillian on 2013-05-02 16:35

ซีไรต์ต้องตามอ่าน น่าสนใจมากเลย

#45 By aliquet-vel on 2013-05-02 15:25

เอิ่มมมม มันเป็นอะไรที่ดีมาก ๆ เลย

#44 By phelps on 2013-05-02 10:39

น่าอ่านมาก
จะลองหามาอ่านนะค่ะ

#43 By dui-nec-tempus on 2013-05-01 17:08

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ค่ะ

#42 By ebony on 2013-05-01 14:35