ปิดเทอมแล้ว เพื่อนๆทำอะไรกันบ้าง? หลายคนคงจะมีโปรแกรมไปเที่ยว ช็อปปิ้ง หรือนอนอยู่บ้านเฉยๆ ดูหนัง ฟังเพลง ตอนนี้เพื่อนผมคงจะเที่ยวกันเพลินที่อเมริกากับโครงการ Work and Travel ทั้งหลาย ส่วนผมก็มีโครงการเหมือนกันครับ เป็นโครงการ Cycling and Travel ปั่นจักรยานจากขอนแก่นไปเชียงคาน!
 
การเดินทางครั้งนี้ส่วนหนึ่งผมได้แรงบันดาลใจมาจากการเดินทางของนายกระจอกกับลักเล่ ที่เดินทางด้วยจักรยานธรรมดาๆ จากกรุงเทพฯ ไปภูเก็ต (จากกระทู้นี้ครับ> http://pantip.com/topic/30171117) มันทำให้ผมฉุกคิดขึ้นได้ว่าเจ้าโทบี้จักรยานของผมก็น่าจะปั่นไปเที่ยวได้เหมือนกัน 
 
ก่อนหน้านี้ มีเพื่อนผมไปเที่ยวที่อ.เชียงคานซึ่งอยู่ห่างจากขอนแก่น 260 กม. ผมคิดว่าระยะทางใช้ได้เลย ไม่ไกลเกิน พอจะปั่นเจ้าโทบี้ไปไหว ตามแผนคาดว่าน่าจะใช้เวลาสองวัน แต่เมื่อได้ปั่นจริงแล้วมันไม่เป็นไปตามแผนหรอกครับ
 
 
 
ก่อนอื่นผมขอแนะนำให้รู้จักกับโทบี้ก่อนนะครับ (คนที่เคยอ่านพันธุ์หมาบ้าคงจะรู้จักโทบี้ ผมตั้งชื่อตามนั้นแหละ) เจ้าโทบี้เป็นจักรยานทัวร์ริ่งญี่ปุ่นที่ผมซื้อมาจากเว็บด้วยค่าตัวสามพันบาทถ้วน มีปัญหาจุกจิกตามอายุการใช้งาน ทั้งล้อหน้าและหลังเบี้ยวเล็กน้อย สนิมเกรอะกรัง รอยขีดข่วนเพียบ แต่มันอยู่กับผมมาปีกว่าแล้วแหละครับ มันเคยงอแงอยู่หลายครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งผมเปลี่ยนเกียร์แล้วตีนผีมันเข้าไปในซี่ล้อทำให้ตีนผีหักต้องจูงเข้าร้านซ่อมเพื่อเปลี่ยนตีนผีใหม่ ผมคิดว่าไม่ได้ใช้อะไรมากมายเลยเอาของจีนแดงธรรมดาๆ ราคาร้อยกว่าบาท ได้ยินช่างซ่อมกระซิบว่าเจ้าโทบี้เนี่ยมันอายุประมาณ 20 ปีแล้ว โห..มันรุ่นเดียวกับผมเลยนะเนี่ย! นอกจากนั้นแล้วยังมีปัญหาเกลียวน็อตของแกนล้อหลังหวานไม่มีอะไหล่เปลี่ยน ช่างเลยอัดแหวนเข้าไปแทนเพื่อแก้ปัญหา ต่อมาก็ยางเสื่อมสภาพ ได้เปลี่ยนทั้งชุด เบ็ดเสร็จตอนนี้โทบี้มีค่าตัวอยู่ที่ห้าพันเห็นจะได้
 
 
 
แต่เดิมโครงเป็นสีเขียวแก่ ตะเกียบเป็นสีดำซึ่งไม่ค่อยจะเข้ากันซักเท่าไหร่แถมยังมีรอยขีดข่วนเพียบ ผมเลยชำแหละมันออกมาแล้วติดสติ๊กเกอร์สีดำทั้งคัน คล้ายกับเป็นการ wrap รถนั่นแหละครับ ต่อมาก็ได้ติดสติ๊กเกอร์เด็กแว๊นซ์ที่ตะเกียบอีกที ดูไกลๆก็พอดูได้ หล่อ เข้ม ไม่เหมือนใคร ผมมารู้ในภายหลังว่าโทบี้เป็นจักรยานทัวร์ริ่งโครงโครโมลี่ของ araya ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องจักรยานทัวร์ริ่งพอสมควร
 
ว่าด้วยเรื่องการเตรียมตัว ก่อนจะเดินทางจริงผมได้ฟิตร่างกายด้วยการปั่นไปตามทางเลี่ยงเมือง ระยะทางประมาณ 50 กม. ซ้อมได้ 3 วันร่างกายก็เริ่มปรับสภาพกับการนั่งอยู่บนอานเป็นเวลานาน ด้วยความผมวิ่งอยู่เป็นประจำทำให้มีกำลังขาอยู่พอสมควร ส่วนแขนนั้นก็ได้กำลังมาจากการเป็นสมาชิกเก่าของวงโยฯโรงเรียน ผมเคยแบก Tuba เป่าเพลงเดินขบวนหลายชั่วโมง (เด็กวงโยฯคงจะเข้าใจความรู้สึกนี้ดี) ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจแล้วแหละครับ ส่วนเจ้าโทบี้นั้นผมก็ได้ซื้ออุปกรณ์เสริมมาใส่เพื่อความปลอดภัยและความสบายในการปั่นทางไกล
 
 
 
การเดินทางครั้งนี้ หากจะเรียกว่าเป็นทัวร์ริ่งคงไม่ถูก น่าจะเป็นทัวร์รุ่งริ่งซะมากกว่า เนื่องจากเป็นการเดินทางแบบง่ายๆ สัมพาระก็หยิบเอาของใช้ที่มีอยู่ในบ้านนั่นแหละมาโหลดขึ้นรถ ไม่ได้เป็นของจักรยานโดยเฉพาะ เรียกว่าเป็นการประยุกต์ใช้สิ่งของรอบตัวให้เกิดประโยชน์สูงสุด
 
 
 
จัดกระเป๋าเรียบร้อย (กระเป๋าเซเว่นที่แลกมาก็มีประโยชน์กับงานนี้แหละ) ภายในบรรจุเสบียงไว้อย่างดี สีเหลืองนั่นคือกล้วยทั้งหวีที่แพ็คไว้ไม่ให้มันช้ำ เวลาหิวก็สามารถกินได้ตลอดทาง ส่วนน้ำนั้นสำคัญมาก ผมเตรียมไว้สองขวดใหญ่กับอีกกระติกหนึ่งที่ใช้ใส่เกลือแร่ ที่ว่าสำคัญเพราะผมเคยมีประสบการณ์ขาดน้ำตอนเดินทางไกลเวลากลางคืนเมื่อครั้งที่เข้าค่ายรด. เป็นสถาณการณ์ที่โหดร้ายมาก ทำให้ผมเห็นความสำคัญของน้ำตั้งแต่นั้นมา  
 
 
 
ก่อนเดินทางสองวันปรากฎว่าเจ้าโทบี้ยางรั่ว ไม่รู้ไปเหยียบหนามที่ไหนมา ต้องจัดการปะยางให้มันซะก่อน ยังดีนะที่รั่วอยู่บ้าน ถ้าไปรั่วระหว่างเดินทางคงจะลำบากน่าดู (ถอนหายใจ)
 
 
 
 
assessory ทั้งหลายก็ด้เตรียมไว้พร้อมแล้ว การเดินทางกลางคืนไฟกระพิบและอุปกรณ์สะท้อนแสงมีความสำคัญมาก การสวมเสื้อสีสะท้อนแสงก็จะช่วยให้รถคันอื่นมองเห็นเราชัดเจนขึ้นด้วย เราต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก
 
 
 
วันที่ 5 มีนาคม อากาศเย็นกำลังดี ฝนไม่ตก โหลดของขึ้นรถพร้อมเดินทาง ผมเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นทุกอย่างไปด้วย ทั้งเครื่องมือซ่อม ยางสำรอง ใส่ไว้ในกระเป๋าสีน้ำตาล เพราะเจ้าโทบี้มันไม่มีอะไรแน่นอน จะพังเมื่อไหร่ก็ได้
 
ด้วยความตื่นเต้นหรืออะไรก็ตามแต่ ผมนอนหลับแค่ 3 ชม. พยายามข่มตานอนก็นอนไม่หลับ ถือเป็นเรื่องปกติของผมที่นอนน้อยแล้วใช้ร่างกายหนัก แต่มันคงไม่เป็นผลดีต่ออนาคตนักหรอกครับ ก่อนออกเดินทางก็ซดกาแฟแก้วนึงกับไข่ดาวเพื่อเติมพลัง
 
01:45 ผมปั่นเจ้าโทบี้ออกจากบ้าน (แท่นๆ แท๊น แท้น แท่นๆ ทุ้ย! (ถ้าจะเปิดดนตรีประกอบขอเป็นเพลง Lonely Boy ของ The Black Keys >http://www.youtube.com/watch?v=a_426RiwST8 น่าจะเข้ากันดี))
 
 
 
ปั่นมาตามถนนมะลิวัลย์ ท้องฟ้ามืด อากาศเย็นสบาย ถนนโล่งเหมือนถนนเส้นนี้เป็นของเราคนเดียว ก่อนหน้านี้ผ่านมาทางหน้าศาลากลางก็มีสุนัขฝูงหนึ่งเข้ามาทักทาย เหมือนจะไม่ใช่การทักทายธรรมดา มันไล่จะเอาเขี้ยวมาฝังเนื้อเราให้ได้เลยทีเดียว (คงเป็นเพราะเสื้อสีสะท้อนแสงกับไฟกระพิบสะดุดตามันมากเกินไป)
 
 
 
ปั่นยาวมาถึงโรงพยาบาลบ้านฝาง จำได้ว่าครั้งหนึ่งผมเคยมานอนที่นี่เพราะอาการปอดบวม อย่างที่เคยเล่าไว้ในเอ็นทรี่ก่อน ตอนเด็กผมเป็นคนขี้โรค เคยเข้ารับการผ่าตัดถุงน้ำดีโป่งพองเมื่ออายุ 3 ขวบ มีชีวิตได้ถึงทุกวันนี้นับว่าโชคดีมากเลยครับ
 
 
 
ถนนบางช่วงมืดมาก ไม่มีไฟข้างถนน ก็ได้ไฟฉาย DIY ช่วยส่องสว่างพอจะมองเห็นทาง ถนนเส้นนี้มีการปรับปรุงต้อนรับภาคการขนส่งของการเปิด AEC ทำให้ชาวจักรยานอย่างเราได้รับประโยชน์ทางอ้อม ช่วงเวลาตีสองกว่าๆ ก็มีรถบรรทุกวิ่งผ่านอยู่บ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นรถขนอ้อยไปส่งโรงงาน
 
~คอซ วี้ อา กอน น้า บี้~ ผมร้องเพลงไปตามทาง ทันใดนั้นก็มีเสียงทักทายขึ้นมา "บ๊ะๆๆ บรู๊วววว" พร้อมกับสปีดเท้าเข้ามาใกล้ผม ตอนนี้แหละครับที่ทำให้ผมรู้ซึ้งถึง definition of 'หมาหมู่' คงเป็นเพราะเสื้อสีสะท้อนแสงกับไฟกระพิบที่ไปรบกวนสายตาสร้างแรงกระตุ้นบาทาเหล่าสุนัข เท้าผมแตะบันไดส่งกำลังขาปั่นไปสุดแรงเกิด พ้นระยะเขี้ยวได้ก็ถอนหายใจยาวเลย เฮ้อ..
 
ปั่นมาอีกพักนึงครับ เจอ...ผะ ผะ ผี ผู้หญิงผมยาวอยู่บนสะพาน ทุ้ย! ไม่มีหรอกครับ ผมว่าหมายังน่ากลัวกว่าอีก
 
 
 
04:45 เข้าสู่เขตอ.ภูเวียง ตรงไปอีกยี่สิบกว่ากิโลฯก็จะถึงอ.ชุมแพ
 
 
 
 
โทบี้แวะถ่ายรูปกับไดโนเสาร์ภูเวียง
 
 
 
06:30 เข้าอ.ชุมแพแล้วครับ อากาศดีมาก เริ่มจะมีภูเขาให้เห็นตามสภาพภูมิประเทศที่ราบสูงภาคอีสาน
 
 
 
แวะเติมพลังที่ชุมแพ ต้มเลือดหมูกับข้าวเปล่าร้อนๆ สุดยอดไปเลย เสร็จแล้วก็ยืดเส้นยืดสาย ออกเดินทางต่อ
 
 
 
08:15 มาถึงแยกคอนสาร เลี้ยวขวาเข้าจังหวัดเลย
 
 
 
แปดโมงครึ่งแดดเริ่มออกแล้ว ทัศนีภาพอันแปลกตาทำให้ลืมความเหนื่อยล้าโดยสิ้นเชิง
 
 
 
การเดินทางยังอีกยาวไกล
 
 
 
เข้าเขตอ.ภูผาม่าน สองข้างทางเขียวชอุ่มเต็มไปด้วยต้นไม้ เหมาะสำหรับการปั่นมากครับ
 
 
 
09:25 ถึงหน้าอุทยานแห่งชาติภูผาม่าน แวะพักบนศาลาซะหน่อย พอหายเหนื่อยก็ออกเดินทางต่อ
 
 
 
11:05 เข้ามาถึงอ.ภูกระดึง เส้นทางที่ผ่านมาเริ่มจะเป็นทางขึ้นเขา ทำให้ต้องออกแรงเหนื่อยเยอะขึ้นหน่อย ส่วนทางลงเขาก็โฉบลงอย่างสนุกเลยครับ แต่มือต้องแตะเบรคไว้ตลอดนะ เพื่อความปลอดภัย
 
 
 
มหา'ลัยนี้น่าเรียนนะครับ
 
 
 
ก่อนเที่ยงก็พักอีกทีที่ศาลาริมทางคุ้มซำป่าหวาย เริ่มจะล้าแล้วล่ะสิ
 
 
 
แวะกินข้าวเที่ยงริมทาง อากาศเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ แต่โทบี้บอกว่ายังไหว
 
ออกจากร้านข้าวแล้วก็ปั่นต่อไป ไม่รู้ว่าผมปั่นมาเท่าไหร่แล้วเพราะไม่มีไมล์บอกระยะทาง เส้นทางข้างหน้านั้นโหดหินสุดๆ ทั้งสภาพอากาศที่แสนจะร้อน เป็นเส้นทางที่ผมไม่อยากถ่ายรูปเก็บไว้เลย ไม่อยากแม้แต่จะเก็บไว้ในความทรงจำ ข้างทางเป็นป่าไม้แห้งๆ สลับกับสวนเกษตรของชาวบ้าน มีหมู่บ้านเล็กๆให้เห็นอยู่บ้าง ที่น่าสังเกตคือจะมีวัดอยู่ตลอดนับว่าเยอะพอสมควร ปั่นไปเรื่อยๆก็เกิดคำถามขึ้นว่า "เรามาทำอะไรที่นี่?" บางทีการปั่นจักรยานอาจจะถือว่าเป็นการปฏิบัติธรรมรูปแบบหนึ่งก็ได้ เราได้อยู่กับตัวเอง รู้ตนว่ารู้สึกนึกคิดอะไรอยู่ มีสติอยู่ตลอดเพราะขาต้องปั่นไปเรื่อยๆ แต่ความคิดมักจะฟุ้งซ่านไปเรื่อยเปื่อย เมื่อผมคิดเรื่องหนึ่งขึ้นมาก็ทำให้จิตใจอ่อนล้าไปพอๆกับร่างกาย (เรื่องที่ไม่อยากคิด แต่เมื่อคิดก็เจ็บไปถึงขั้วหัวใจ) หรือนี่จะเป็นการปฏิบัติธรรมแบบสุดโต่งตามวิถีตันตระ? 
 
ผมเจอฝรั่งคนหนึ่งปั่นเสือภูเขาสวนทางกัน เขาก็ทักทายมา ผมก็ตอบรับอย่างเหนื่อยล้า ทำให้มีแรงฮึดที่จะปั่นต่อ แต่ไม่นานหมดแรง ทั้งแรงกาย แรงใจ ตอนนั้นเจ้าโทบี้มีเสียงก๊อกแก๊กออกมาจากบริเวณกระโหลก คล้ายกับเสียงลูกปืนแตก! โซ่ก็เริ่มมีอาการผืดเพราะฝุ่นจับ
 
ตอนนั้นผมคิดถึงบ้าน คิดถึงอะไรหลายๆอย่าง เหนื่อยล้า อ่อนแรง ความเร็วเฉลี่ยเริ่มลดลงเรื่อยๆ (จากประมาณ 20 กม./ชม.) แต่ผมก็ฝืนปั่นจนถึงเมืองเลย มาทราบภายหลังว่าสาเหตุที่ทำให้ความเร็วตกนั้นเป็นเพราะสัมภาระถ่วงลงด้านหลังมากเกินไป จึงได้จัดน้ำหนักสัมพาระใหม่ให้เกิดความสมดุล
 
 
 
ตรงเข้าเมืองเลยผมเห็นร้านจักรยานมือสองร้านหนึ่งจึงเข้าไปถามหาน้ำมันหยอดโซ่ เจ้าของร้านเค้าก็ใจดีตอบกลับมาเป็นสำเนียงไทเลยว่าหยอดให้ฟรีพร้อมกับถามไถ่ว่าปั่นมาจากไหน? จะไปที่ไหน? คุยกันพักหนึ่งผมก็กล่าวคำขอบคุณแล้วจับเจ้าโทบี้ปั่นไปต่อ นั่งพักอีกครั่งที่ปั๊มน้ำมัน
 
 
 
 
17:30 ผมตัดสินใจไปต่อให้ถึงที่หมาย อีก 48 กม.
 
 
 
ทางลงแบบนี้ก็ไหลลงสบายๆเลยครับ (แต่ตอนไต่ขึ้นน่ะสิลำบาก)
 
 
 
ปั่นมาตั้งแต่เช้ามืดจนจะมืดอีกครั้งแล้ว
 
 
 
หลักกิโลฯบอกว่าอีก 35 กม. ผมต้องปั่นแข่งกับแสงสว่างที่ใกล้จะหมดลงทุกที
 
นักปั่นเสือหมอบแต่งตัวเต็มยศคนหนึ่งมาทักทายผม เค้าถามว่าจะไปไหน ผมก็ตอบกลับว่าไปเชียงคาน เค้าก็ตกใจแล้วถามอีกว่าทำไมไปตอนนี้ ผมตอบว่าออกมาจากขอนแก่นตั้งแต่ตีสองเลยมาถึงช้า เค้าบอกว่าจะปั่นขึ้นไปอีกซักหน่อยก็จะกลับแล้ว แล้วเราก็บอกลากันตามประสานักปั่น
 
ประมาณหนึ่งทุ่ม ความมืดกลืนกินทั่วท้องฟ้า ข้างทางไม่มีเสาไฟฟ้าส่องสว่างจะมีบ้างก็ตามหมู่บ้านต่างๆประปราย ไฟฉาย DIY ของผมก็ให้สว่างน้อยลงเต็มทีเพราะแบตเตอรี่ใกล้จะหมด จำเป็นต้องใช้ไฟฉายจากโทรศัพท์ช่วยส่องสว่างแทน
 
จนกระทั่งเวลาประมาณสองทุ่มผมปั่นถึงเชียงคานอย่างปลอดภัย ต่อไปก็เป็นการหาจุดกางเต็นท์นอน สอบถามป้าร้านโชว์ห่วยกับเจ้าของที่พักแห่งหนึ่ง เค้าก็บอกว่ากางเต็นท์นอนริมโขงก็ได้ สวนสาธารณะก็ได้ แต่ผมดูทำเลแล้วไม่ค่อยแหมะเท่าไหร่ และไม่ค่อยจะสะดวกเรื่องห้องน้ำ เลยเสี่ยงดวงเข้าไปในโรงเรียนเชียงคาน เจอกับอาจารย์ท่านหนึ่งพูดคุยกันเป็นเรื่องเป็นราว (อาจารย์รู้จักโรงเรียนมัธยมที่ผมเคยเรียนด้วย) อาจารย์บอกว่ากางเต็นท์นอนที่นี่ได้ ห้องน้ำก็สะดวกดี ว่าแล้วผมก็ไม่รอช้า ใช้แรงที่เหลือปลดสัมพาระแล้วกางเต็นท์บนศาลาที่มีพระพุทธรูปอยู่ ล็อคเจ้าโทบี้ไว้ใกล้ๆ
 
 
 
อาบน้ำเตรียมพร้อมที่จะนอนโดยลืมไปเลยว่ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย หยิบคุกกี้มากินแก้หิวแล้วก็นอนหลับไป มารู้สึกตัวอีกทีเพราะความหนาว ผมก็เอาเสื้อกันหนาวมาห่มแล้วนอนขดตัวจนเช้า
 
 
 
เจ็ดโมงเช้าผมก็เก็บของออกจากโรงเรียนเชียงคาน ที่นี่ถือว่าเป็นจุดกางเต็นท์ที่ดีเลยทีเดียว มียามเฝ้าประจำอยู่ในป้อม ปลอดภัย หลับสบายไม่แพ้ที่พักอื่น
 
 
 
ข้าวเช้าก็ไม่ได้กินอะไรเป็นพิเศษหรอกครับ ข้าวเหนียวหมูปิ้งธรรมดาๆ
 
 
 
แวะจิบกาแฟสดร้อนๆ สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการเดินทางของผมคือ หนังสือ ทริปนี้ผมหยิบเอา 'มหาวิทยาลัยชีวิต' ของอ.เสกสรรค์มาด้วย อ่านแล้วได้ข้อคิดเยอะแยะเลยครับผม
 
 
 
นับว่าโชคดีมากที่เจ้าโทบี้ถ่อสังขารพาผมมาถึงทีนี่ได้อย่างปลอดภัย (ยางไม่แตก โซ่ไม่ขาด ล้อไม่หลุด)
 
 
 
09:36 ผมปั่นมาถึงแก่งคุดคู้ นั่งพักผ่อนหย่อนใจ ดูแม่น้ำโขงไหลเอื่อยๆ พลางคิดว่าถ้าพี่จีนสร้างเขื่อนเสร็จเราคงจะไม่ได้เห็นภาพนี้อีกต่อไป ชีวิตกี่มากน้อยจะต้องเดือดร้อน? ตั้งคำถามไปเรื่อย...
 
 
 
ท้องฟ้าสีคราม ภูเขาเป็นแนวซ้อนสลับกัน แม่น้ำไหลเอื่อยๆ พระอาทิตย์ทอแสง คล้ายภาพวาดตอนเราเป็นเด็ก น่าแปลกที่เราวาดมันออกมาทั้งที่ไม่เคยเห็นของจริงมาก่อน!
 
สิบโมงกว่า ผมปั่นขึ้นไปบนภูทอกซึ่งเวลานี้คงไม่มีทะเลหมอกให้ชมแน่นอน (ได้แค่ชมวิวแทนก็ยังดี) จากนั้นผมก็ปั่นไปนั่งเล่นที่สวนสาธารณะ นั่งอยู่พักหนึ่งก็มีสามีภรรยาคู่หนึ่งมานั่งด้วย เค้าเปิดฉากทักทายผมก่อนเช่นเคย "ปั่นมาจากไหนเนี่ย?" ผมตอบเหมือนกับทุกครั้งแล้วเราก็คุยกันสนุกปาก การพูดคุยครั้งนี้ทำให้ผมได้บทเรียนธุรกิจมาอย่างหนึ่ง เค้าบอกว่าแต่ก่อนเชียงคานมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวเยอะมาก มีการโปรโมทลงเว็บต่างๆ ที่พักเต็มหมด ที่จอดรถแทบจะไม่มี ผู้ประกอบการจึงถือโอกาสขายสินค้าราคาแพง เช่น ก๋วยเตี่ยวชามละ 70 บาท ทำให้นักท่องเที่ยวไม่อยากมาอีก ช่วงที่เป็นกระแสก็มีการสร้างที่พักเพิ่มขึ้นมากมาย พอหมดกระแสความนิยมที่พักต่างๆก็ปิดไปตามๆกัน บ้างก็เป็นหนี้ธนาคาร เป็นบทเรียนธุรกิจราคาแพงเลยทีเดียว
 
เที่ยงกว่าๆ ผมหาของกินแล้วก็ออกปั่นจักรยานเล่นรอบๆเชียงคาน วันนั้นนักท่องเที่ยวไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ ร้านค้าจึงไม่เปิดมากนัก ผมวางแผนการเดินทางต่อแต่สภาพร่างกายบอกว่าไม่ไหวแล้ว หากจะปั่นกลับก็คงจะหนักพอดู เส้นทางที่ผ่านมากว่าร้อยกิโลฯผมแทบจะไม่อยากปั่นผ่านอีก พอแล้ว ผมกลับดีกว่า...
 
 
 
บ่ายโมง ผมแบกเจ้าโทบี้ขึ้นรถโดยสารตรงเข้าเมืองเลย ทบทวนเส้นทางที่ได้ปั่นมา คิดดูก็เหมือนบ้า 260 กม. เดินทาง 18 ชม. (ไม่บ้าจริงคงทำไม่ได้!)
 
 
 
ถึงบขส. ก็สอบถามรถทัวร์เรื่องการเอาจักรยานขึ้นรถทัวร์ พนักงานบอกว่าสามารถเอาขึ้นได้ เสียค่าบรรทุกเพิ่ม 100 บาท ช่องใส่ล้อสำรองของรถทัวร์สามารถบรรจุเจ้าโทบี้ลงไปได้พอดี ส่วนผมก็หลับยาวจนถึงอ.ภูกระดึง
 
การเดินทางครั้งนี้คงไม่มีอะไรเป็นพิเศษ อยากไปก็ไป...เท่านั้นเอง เน้นปั่นจักรยานมากกว่าเที่ยว ไม่มีของฝากกลับบ้าน มีแต่เก็บเอาความทรงจำดีๆกลับไป มันเป็นการเดินทางที่มีทั้งความลิงโลด เปล่าดาย และไร้ซึ่งความหมายในคราวเดียวกัน เป็นทั้งวีรกรรมและความอัปยศ ในตอนนี้สภาพจิตใจผมคงยังไม่พร้อมที่จะไปไกลกว่านี้ แต่ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี (บางทีการเดินทางแบบลำบากๆอาจจะได้อะไรมากกว่าการเดินทางแบบธรรมดาๆ!?)
 
ผมมีความท้าทายหลายอย่างที่อยากทำ อยากปั่นจักรยานไปทั่วประเทศ อยากโดดร่ม (เหมือนพ่อ) ฯลฯ หากเราไม่เริ่มตอนนี้ตอนที่เรามีพลังของวัยหนุ่มสาว มันก็คงจะยากถ้าเริ่มช้ากว่านี้ และไม่จำเป็นหรอกครับว่าเราต้องปั่นจักรยานราคาเป็นหมื่นเป็นแสน ถ้ามันพาเราไปถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัย ผมว่ามันมีคุณค่ามากกว่าราคาซะอีก ถ้าไม่เชื่อก็ลองดูสิครับ!
 
Enjoy Cycling! 

Comment

Comment:

Tweet

ปีใหม่ผมกะว่าจะไปเหมือนกันจากร้อยเอ็ดมีคำแนะนำมั้ยคับ

#10 By (110.77.237.209|110.77.237.209) on 2015-07-19 12:05

ขอบคุณครับที่ยกให้การเดินทางของผมเป็นแรงบันดาลใจ ผมดีใจมากครับ การเดินทางของคุณกับเจ้าโทบี้ก็สนุกมากเลยครับ ไว้สักวันจะปั่นไปเชียงคานบ้างเหมือนกันครับ ^_^

#9 By นายกระจอก (110.169.31.70|110.169.31.70) on 2014-05-16 04:18

สุดยอดเลยค่ะ big smile

#7 By pheeam (103.7.57.18|124.121.124.195) on 2013-03-26 22:19

ไว้จะไปหามาอ่าน เพราะมีคนพูดถึงงานเขียนอาจารย์เยอะ เลยสนใจ ส่วนเรื่องปั่นจักรยานจะำพยายามหาเวลา ถ้ามีไรจะมาปรึกษาน๊าbig smile

#6 By NhonNhoi on 2013-03-11 20:46

@nhonnhoi ผมชอบงานของอาจารย์เสกสรรค์ทุกเล่มเลยฮะ  
ภาพถ่ายจากโทรศัพท์ธรรมดา บรรยากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนเลยดูมืดๆหน่อย 
หนอนน้อยไม่ลองปั่นเที่ยวดูบ้างเหรอครับ open-mounthed smile

#5 By Film on 2013-03-11 19:28

โห ลุยดีนะ น่าสนุก หนังสือเรื่องมหาลัยชีวิตเป็นไงบ้าง ยังไม่ได้อ่านเลย
แต่ภาพสวยมานะHot! Hot! big smile

#4 By NhonNhoi on 2013-03-11 10:19

@nirankas  ต้องลองครับ ผจญภัย (แต่ไม่อยากให้ภัยมาผจญ) ถ้าไปกับเพื่อนหลายๆคันก็จะสนุกไปอีกแบบ double wink
@littleworm ปิดเทอมทำงานเก็บเงินเลยครับ หาจักรยานญี่ปุ่นมือสองก็ได้ เอาแบบที่มันเข้ากับตัวเรา รับลองสนุกแน่ confused smile

#3 By Film on 2013-03-11 08:49

อยากปั่นแบบนี้บ้าง แต่จักรยานยังไม่มีเลย 
Hot! Hot! Hot!

#2 By บีชบอย on 2013-03-10 18:38

เพลงประกอบเร้าใจจริงจัง
( Hot! Hot! )
อยากปั่นเที่ยวเหมือนกัน
ถ้าจะปั่นเที่ยว คงปั่นอยู่ในเมืองมากกว่า
ตอนนี้กำลังฝึกฝนอยู่

#1 By Nirankas on 2013-03-09 23:39