เย้ๆๆ ในที่สุดก็ได้ไปเที่ยวแล้วครับ คราวนี้เราจะไปพิชิดเทือกเขาภูพานกันแบบมันส์สุดๆ เลยครับ
 
ก่อนอื่นก็ต้องขอแนะนำให้รู้จักกับเจ้าโทบี้ก่อนนะครับ
 
 
เจ้าโทบี้เป็นจักรยานทัวร์ริ่งญี่ปุ่นมือสองที่ผมซื้อมาจากเว็บด้วยค่าตัวสามพันบาทถ้วน มันมีปัญหาจุกจิกตามอายุการใช้งาน ทั้งล้อหน้าและหลังเบี้ยวเล็กน้อย สนิมเกรอะกรัง รอยขีดข่วนเพียบ แต่มันอยู่กับผมมาปีกว่าแล้วแหละครับ มันเคยงอแงอยู่หลายครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งผมเปลี่ยนเกียร์แล้วตีนผีมันเข้าไปในซี่ล้อทำให้ตีนผีหักต้องจูงเข้าร้านซ่อมเพื่อเปลี่ยนอันใหม่ ผมคิดว่าไม่ได้ใช้อะไรมากมายเลยเอาของจีนแดงแบบธรรมดาๆ ราคาร้อยกว่าบาท ได้ยินช่างซ่อมบอกว่าเจ้าโทบี้เนี่ยมันอายุประมาณ 20 ปีแล้ว
โห...มันรุ่นเดียวกับผมเลยนะเนี่ย! นอกจากนั้นแล้วยังมีปัญหาเกลียวน็อตของแกนล้อหลังหวาน
ไม่มีอะไหล่เปลี่ยน ช่างเลยอัดแหวนเข้าไปแทนเพื่อแก้ปัญหา
ต่อมาก็ยางเสื่อมสภาพ ได้เปลี่ยนทั้งชุด เบ็ดเสร็จตอนนี้โทบี้มีค่าตัวอยู่ที่ห้าพันเห็นจะได้
 
เช้าวันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม 2556 ผมออกจากบ้านตั้งแต่เข้ามืด เวลา 03:00 น. อากาศเย็นกำลังดี
แต่ฟ้าดูครึ้มๆ ยังดีที่ฝนไม่ตก และอีกเช่นเคย เวลาผมจะออกไปผจญภัยแบบนี้ก็มักจะตื่นเต้น
นอนไม่ค่อยหลับ เวลานอนหลับนับได้สามชั่วโมงกว่าๆ เท่านั้นเอง 
 
 
 
ศึกษาเส้นทางจาก Google Maps แล้ว พบว่าระยะทาง 207 กม. ถ้าจะปั่นยาวไปวันเดียวเลยคงไม่ไหว
เพราะเส้นทางเป็นเขาสูงชัน ไต่ขึ้นไปค่อนข้างจะลำบาก ผมเลยวางแผนไว้ว่าวันแรกจะปั่นไปนอนค้างคืน
ที่อุทยานแห่งชาติภูพานก่อน แล้วค่อยลงไปสกลนครในวันถัดไป
 
วางแผนเรียบร้อยแล้วก็ไปกันโลด!
 
 
 
เส้นทางจากขอนแก่นเข้ากาฬสินธุ์มืดมากครับ ไฟข้างถนนไม่เปิดเลย จะมีเปิดบ้างก็ช่วงที่มีจุดกลับรถและชุมชนต่างๆ ดีที่ได้ไฟฉายส่องสว่างทำให้มองเห็นทาง ระหว่างทางก็มีสุนัขให้การต้อนรับเป็นอย่างดี บางตัวเห่าเฉยๆ บางตัวก็อยากทำความรู้จัก มันวิ่งมาใกล้ๆ ปั่นหนีแทบไม่ทันเลยทีเดียว
 
ถนนเลนมอเตอร์ไซค์กับถนนเลนใหญ่มีความต่างระดับกัน ผมเกือบจะล้มเพราะถนนแบบนี้สองครั้ง!
ใจหายเลยครับ ถ้าล้มนะ คงต้องจูงโทบี้ร้องไห้กลับบ้านแน่ๆ (ฮา)
 
 
 
04:33 น. ปั่นมาถึงสี่แยก อ.เชียงยืน
 
 
 
ทางเข้าเมืองกาฬสินธุ์ถนนเรียบดีมาก และจะพบว่าข้างทางเริ่มมีการสร้างโรงงานใหญ่ที่มาพร้อมกับ
การพัฒนาของถนนนั่นแหละครับ ชาวบ้านแถวนั้นจะได้ขายที่กันก็งานนี้แหละ
 
 
 
05:25 น. ฟ้าแดง แสงของวันใหม่เริ่มสาดส่องแทนที่ความมืดแล้วครับ
 
 
 
ท้องฟ้างามๆ ยามเจ็ดนาฬิกา พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ถึงจะดูธรรมดาๆ แต่ผมว่ามันสวยดีนะ
 
ช่วงนี้ปั่นมาก็เจอนักปั่นที่กำลังปั่นออกกำลังกายอยู่สองสามคนบนถนนฝั่งตรงข้าม เราก็ทักทายกันตามประสานักปั่นนั่นแหละครับ แล้วก็มุ่งหน้าไปตามเส้นทางของตัวเอง
 
 
 
06:18 น. มาถึงแยกที่จะเลี้ยวเข้าเมืองกาฬสินธุ์ ตอนนี้บอกเลยครับว่าแอบหลง
ทั้งๆที่เช็ค Google Maps ไปแล้ว ผมตรงไปเกือบ 5 กม. ได้เสียแรง เสียเวลาเปล่าๆ
 
 
 
ก่อนจะเข้าเมืองขอนั่งพักยืดเส้นยืดสายก่อนครับ เป็นการพักครั้งแรกตั้งแต่ออกมา เฮ้อ...
 
 
 
อาหารเช้าของวันนี้ ก๋วยเตี๋ยวไก่มะระจากร้านริมทาง กินเสร็จแล้วก็ตามด้วยกาแฟร้อนจากร้านข้างๆ
จากนั้นก็เดินทางต่อ
 
 
 
มีการขยายถนนทางเข้าอ.สมเด็จ และช่วงนี้ก็เริ่มมีเนินให้ซ้อมไต่ขึ้นภูพานแล้วครับ
(เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่านี่มาเที่ยวหรือมาสำรวจถนน แฮ่ๆ)
 
 
 
 
แวะชิมไอติมมะพร้าวข้างทางราคา 30 บาท (แพงไปนะ) รสชาติก็พอได้ แต่ความมันเยอะไปหน่อย
ถ้าหวานกว่านี้น่าจะอร่อยกว่า (หรือว่าผมเหนื่อยจนลิ้นไม่รับรู้รส ไม่หรอก...เรายังไม่เหนื่อย ใช่มั้ยโทบี้?!)
 
 
 
เส้นทางนี้ก็เริ่มมีต้นไม้เขียวๆ ให้เห็นแล้วครับ รถใหญ่ไม่ค่อยมี ปั่นไปเรื่อยๆ สบายๆ
 
 
 
 
11:01 น. แวะพักอีกครั้ง ผมไม่รู้ว่ามาไกลเท่าไหร่แล้ว เพราะไม่ได้ติดไมล์วัดความเร็ว
แต่จุดนี้น่าจะเลยครึ่งทางแล้วแหละ
 
 
 
11:42 น. ถึงอ.สมเด็จแล้วครับ มาถึงนี่ยังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ก็เลยซื้อไส้กรอกย่างกับไก่ปิ้งไว้กินทีหลัง
 
 
 
อีก 52 กิโลฯ ครับ ไปกันต่อเลย ฮึบ!
 
 
 
นู้นเลยครับ เทือกเขาภูพานที่เรากำลังจะไต่ขึ้นไป ความสูง 567 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 
 
 
 
เริ่มไต่ขึ้นแล้วครับ จากที่ปั่นได้เร็วๆ ความเร็วก็เริ่มตก ความชันของทางขึ้นน่าจะ 40 องศาฯ ได้ 
 
 
 
ขึ้นมาได้ระยะหนึ่งก็แวะพักอีกครั้งที่น้ำตกแก้งกะอาม
ซึ่งช่วงเดือนนี้ยังไม่มีน้ำครับ เลยได้ดูน้ำตกแห้งๆ แทน (ฮา)
 
 
 
หายเหนื่อยแล้วก็ออกเดินทางต่อ ระหว่างทางก็พบกับพระรูปหนึ่งกำลังธุดงค์ตามเส้นขาว เลยเก็บภาพมาฝาก ผมอยากจะตั้งชื่อภาพนี้ว่า "ทางสายกลาง" ซ้ายคือทางธรรม(ชาติ) และขวาคือทางโลกนั่นเอง
เห็นภาพแบบนี้แล้วจิตสงบดีครับ แบบนี้สินะที่เรียกว่า 'ธุดงควัตร' 
 
 
 
13:37 น. ถึงผาเสวยก็นั่งพักชมวิวครับ ระหว่างที่นั่งพักอยู่ก็มีครอบครัวหนึ่งมากันเต็มคันรถ
นั่งพักกินข้าวกัน เค้าชวนผมกินข้าวด้วย ผมก็เกรงใจ ตอบขอบคุณแล้วเดินทางต่อ
แบบนี้แหละครับความอบอุ่นของชาวอีสานเรา 
 
 
 
อีก 36 กิโลฯ เท่านั้นเอง แต่เป็น 36 กิโลฯ ที่ทรมานหน้าแข้งมากเลยนะเนี่ย!
 
 
 
ภาพนี้เป็นภาพที่แสดงถึงความเหนื่อยล้าของผมได้เป็นอย่างดี ผมก็จำไม่ได้ว่าตอนนั้นต้องการจะถ่ายอะไร
เป็นตอนที่ผมแอบเข้าข้างทางไปนอนในป่า
งีบไป 10 นาที แต่เหมือนได้นอนเป็นชั่วโมง ตื่นมาก็ได้แรงปั่นต่อ
 
ได้พักเอาแรงแล้วก็ไปต่อเรื่อยๆครับ ขึ้นเนิน ลงเนิน พักบ้าง ข้างถนนเขียวชอุ่มไปด้วยต้นไม่นานาพรรณ
อากาศก็ดีจนน่าอิจฉาปอดของคนบนภูพานเลยครับ!
 
ผมปั่นเรื่อยๆ จนถึงอ.ภูพาน แล้วก็เช็คดูแผนที่อีกที พบว่าอุทยานแห่งชาติภูพานนั้นห่างจากตัวอำเภอไปอีกประมาณ 10 กม. น่าแปลกที่ผมไม่ค่อยแหนื่อยเลย
ความจริงแล้วตอนนั้นผมสามารถปั่นต่อไปถึงสกลนครได้เลยแหละ แต่ขอนอนบนภูพานก่อนดีกว่า
 
18:00 น. ถึงที่หมาย อุทยานแห่งชาติภูพาน มาถึงแล้ว ก่อนอื่นก็ติดต่อเจ้าหน้าที่
ถามหาที่กางเต็นท์ซุกหัวนอน
 
 
 
เจ้าหน้าที่เค้าใจดีครับ ขับรถมาส่งถึงที่ และให้ผมกางเต็นท์ในค่ายเยาวชนเป็นกรณีพิเศษ อีกทั้งไม่ต้องแลกบัตรให้ยุ่งยากเพราะเห็นว่าเป็นนักศึกษา เค้าก็แนะนำอย่างดี แต่พูดวนไปวนมาเหมือนจะเมา!?
นั่นแหละครับ เค้าบอกว่าต้องการอะไรก็โทรเรียกได้ตลอด จะมาถึงภายใน 2 นาที 
 
เราก็คุยกันอยู่พักหนึ่ง เค้าถามว่ามาจากไหน?..จะไปไหน?.. และเค้ายังให้คำแนะนำด้วยว่าถ้าเดินทางแบบนี้ควรจะมีมีดพกติดตัวไว้! เพราะคนสมัยนี้ไว้ใจไม่ได้ ผมก็เออออไป ผมถามว่ามืดพับเหรอ เค้าบอกว่ามืดยาวๆเลย ดัดแปลงติดรถไว้! มันต้องขนาดนั้นเลยเหรอ?! ผมก็ไม่คิดว่าคนเราจะโหดร้ายกันขนาดนั้นนะ
(แต่อาจจะมีคนที่โหดร้ายอย่างว่าก็ได้)
 
ด้านหลังอุทยานเป็นผานางเมิน ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงที่พระอาทิตย์กำลังตกดินสวยๆเลย
แต่ผมก็ได้แต่ยืนดูอยู่ไกลๆ ไม่ได้เก็บภาพมาด้วย คิดว่าตอนเช้าค่อยเดินไปดูดีกว่า 
 
 
 
ปลดสัมภาระแล้วก็อาบน้ำอย่างสบายใจครับ ห้องน้ำเค้าก็มีให้บริการ สะดวกดี
อาบน้ำเสร็จก็มีเจ้าหน้าที่อีกคนมาเฝ้าค่ายพอดี มีคนนอนเฝ้ารักษาความปลอดภัย สบายใจหายห่วง
 
ในค่ายมีน้ำดื่มทั้งเย็นและร้อนให้บริการ แต่ผมไม่มีมาม่าติดมาด้วย
มื้อเย็นวันนี้ก็เป็นแค่ขนมปังกับขนมขบเคี้ยวพอประทังชีวิต
 
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ได้เวลาพักผ่อน อากาศดีน่านอนมาก
มีเสียงแมลง เสียงนก (และเสียงยุงป่าตัวเป้ง) กล่อมให้หลับ 
 
ขอย้ำอีกครั้งว่าอากาศดีมาก!
 
 
 
ตื่นจากความหลับไหลเวลา 07:30 ก็ออกมาดูผานางเมิน ถึงจะไม่ได้ดูพระอาทิตย์ตกดินของวันก่อนแบบเต็มๆ แต่ก็ได้ดูสายรุ้งแทน นับว่าคุ้มค่ามากครับ
 
ผานางเมินก็มีตำนานว่าเป็นที่ๆ ชายหนุ่มคนงานของอุทยานฯยุคบุกเบิกจบชีวิตลง
เพราะผิดหวังในความรัก เป็นตำนานที่ฟังดูน่าเศร้า แต่ก็เป็นตำนานนั่นแหละครับ หาข้อพิสูจน์ไม่ได้
อาจจะเป็นเรื่องแต่งขึ้นให้สถานที่นั้นมีเรื่องราวก็เป็นได้
 
 
 
เก็บภาพกว้างๆ มาฝากครับ ผมถ่ายจากโทรศัพท์มือถือ ถ้าใครแบกกล้อง DSLR ไปถ่าย รับรองว่าสวยแน่นอน
 
ทัศนียภาพข้างหน้าก็มีต้นไม่เขียวมองไปสุดลูกหูลูกตา ท้องฟ้าสีคราม ปุยเมฆขาวนวลลอยเกาะกลุ่มกัน ด้านซ้ายมีสายรุ้งออกมาทักทายยามเช้า อากาศดีชื่นฉ่ำปอด บรรยากาศแบบนี้คุ้มค่ามากที่ได้ขึ้นมา
เหมือนเป็นรางวัลที่ธรรมชาติมอบให้
 
 
 
นี่เป็นลานกางเต็นท์ซึ่งที่จริงผมต้องกางเต็นท์จุดนี้ แต่เจ้าหน้าที่เค้ากลัวว่าฝนตก
เลยให้กางในศาลาเอนกประสงค์แทน
 
หลังจากที่ชมวิวสวยๆแล้วก็อาบน้ำ เก็บของ พร้อมออกเดินทางต่อ
 
 
 
ก่อนจะออกไปก็เข้ามาจ่ายเงินค่ากางเต็นท์ 30 บาท ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว
พร้อมกับชมนิทรรศการเล็กๆที่เค้จ้าหน้าที่จัดไว้
 
 
 
08:04 น. ออกจากอุทยานฯแล้ว แวะไปดูถ้ำเสรีไทยซักหน่อย
 
 
 
เข้ามาประมาณ 3 กิโลเมตร ก็จะพบอนุสรณ์สถาน "ขุนพลภูพาน" นายเตียง ศิริขันธ์ ที่เพิ่งจะสร้างเมื่อปี 55 นี่เอง ส่วนถ้ำเสรีไทยนั้นต้องเดินเข้าไปอีก ผมเลือกที่จะไม่ไปดีกว่า
เพราะไม่อยากเห็นร่องรอยอารยธรรมที่ชนรุ่นหลังจารึกไว้เต็มผนังถ้ำ (รอยขีดเขียน)
 
ผมมาทราบภายหลังว่าคณะอ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ได้มาเยี่ยมชมอนุสรณ์สถานแห่งนี้ในวันถัดมา เนื่องจากคณะของอาจารย์ได้ไปร่วมพิธีเปิดอนุสรณ์สถานและอนุสาวรีย์จิตร ภูมิศักดิ์
ที่บ้านหนองกุง ในวันที่ 5 พ.ค. 56
ถ้าผมออกจากบ้านช้ากว่านี้วันนึงก็อาจจะพบกับคณะอาจารย์ก็ได้
 
หลังจากที่เข้ามาเยี่ยมชมด้วยจิตรคารวะแล้วก็ออกเดินทางต่อ
 
 
 
ปั่นมาเรื่อยๆ จนถึงที่นี่ 'โค้งปิ้งหมู' เอ๊ย! 'โค้งปิ้งงู'
 
ข้างหลังนี้ก็เป็นทางเข้าไปน้ำตกคำหอม ซึ่งผมก็ไม่ได้เข้าไปดูอีกนั่นแหละ
เพราะเชื่อว่ายังเป็นน้ำตกแห้งอยู่ (เส้นเล็ก ลูกชิ้นด้วย แฮ่! ไม่ใช่ก๋วยเตี๋ยว)
 
ขึ้นชื่อว่าโค้งปิ้งงูก็พอจะเดาออกแล้วล่ะครับว่าเป็นทางโค้งที่คดเคี้ยวเหมือนงูเลื้อย
หรือจะให้เห็นภาพ คงต้องบอกว่างูที่โดนปิ้งจนมันร้อนแล้วเลื้อยโค้งสลับไปมา (หยึย!)
บางที่ก็สงสัยนะครับว่าเค้าตัดถนนให้ตรงไปเลยไม่ได้เหรอ?
 
ทางลงไปเนี่ยสนุกจริงๆ ครับ มือจับแฮนด์ แตะเบรคไว้ ก้มหัวลงเล็กน้อย แล้วปล่อยให้ไหลลงไปเอง
บังคับรถให้ได้อย่าให้ตกข้างทาง ขอย้ำว่า สะ-หนุก-มาก !
เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปช่วงนี้มาด้วย เพราะผมถ่ายวิดิโอไว้ซึ่งภาพมันดูไม่ได้เลย
ก็ได้แต่เก็บไว้ในความทรงจำแหละครับว่าเราได้มาทำอะไรสนุกๆ แบบนี้
 
นี่เป็นทางลงนะครับ ถ้าปั่นขึ้นนะแค่นึกก็เหนื่อยแล้ว...
 
 
 
เลยโค้งปิ้งงูมาหน่อยจะเป็นพระตำหนังภูพานฯ วันนี้ไม่เปิดให้เยื่ยมชม เนื่องจากจะมีการรับเสด็จฯ
พิธีพระราชทานปริญญาบัตรของม.ราชภัฏฯ ในวันถัดมา
 
 
 
09:32 น. ลงมาจากภูพานก็ตรงเข้าสู่เมืองสกลนคร ก่อนอื่นก็ไปแวะที่ร้านส้มตำของเพื่อนก่อนเลย "ร้านส้มตำป้าอวบ" อยู่ที่หน้าตลาดสวนรักนะครับ ใครผ่านไปก็แวะไปกินได้ ส้มตำอร่อยถูกปาก
แต่อย่าแซวแม่ค้ามากนะ เดี๋ยวสากลอย! (ฮา)
 
 
ปัจฉิมลิขิต 1: เอ็นทรี่นี้ใช้เวลาเขียนนานจริงๆ เพราะไม่มีแรงบันดาลใจในการเขียนเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะเหนื่อย กว่าจะเขียนได้หมดกาแฟไปหลายแก้วเลยทีเดียว
 
ปัจฉิมลิขิต 2: เปลี่ยนภาพหน้าปกแล้วนะครับ ใครที่เคยเข้ามาแล้ว ให้กด F5 จะได้เห็นหน้าปกใหม่ ส่วนใครที่เพิ่งเข้ามาก็ขอขอบคุณที่(หลง)เข้ามาอ่าน คอมเม้นได้ครับ จิก กัด ด่า ตามสบายเลย (ฮา)
 
Enjoy Cycling!

Comment

Comment:

Tweet

ขอชื่นชมครับ

#6 By อธิคุณ (223.206.245.211|223.206.245.211) on 2015-06-05 10:55

ทั้งวิ่งทั้งปั่นจักรยาน สุดยอดมากๆคับ ^ ^ Hot!

#5 By -The_Priefy- on 2013-07-05 15:01

@p-ratcha แนะนำให้ไปช่วงเข้าหน้าหนาวครับ
เดี๋ยวซักวันผมคงได้ไปพิชิตงานวิ่งมาราธอนที่ร้อยเอ็ด แล้วจะมาเล่าให้ฟังอีกนะค้าบ
ปั่นจักรยานวันละนิด สุขภาพดีขึ้นแน่นอน double wink
@nirankas ขอบคุณครับ big smile open-mounthed smile confused smile
@Ps.Caroline  /I keep writing. question

#4 By Film on 2013-05-15 09:57

Im waiting for the last.

#3 By Ps.Caroline (103.7.57.18|1.1.156.173) on 2013-05-14 15:10

ชอบๆ รอติดตามตอนต่อไป
( Hot! Hot! )

#2 By Nirankas on 2013-05-14 09:36

จำไม่ได้ว่ากดfavบล็อคนี้ไว้ตั้งแต่เมื่อไร่ 
แต่ก็มีโอกาสแอบเข้ามาอ่านเรื่อยๆนะคะ
สนใจตรงที่ปั่นจักรยาน เพราะเป็นความฝันมานาน
แต่ไม่มีโอกาสซักที ด้วยเร่างกายไม่แข็งแรง
แต่เส้นทางเส้นนี้น่าสนใจดีนะคะ
คือเป็นคนร้อยเอ็ด แต่ไม่เคยไปภูพานเลย
 
ถ้ามีโอกาสไปคงได้เก็บภาพมาฝาก แต่คงไม่ปั่นจักรยานแน่ๆ อาจตายกลางทางได้
รูแปต่ละรูปจ้องดูแล้วเหนื่อยตามจริงๆค่ะ confused smile confused smile

#1 By P-ratcha on 2013-05-14 04:22