(ต่อจากเอ็นทรี่ที่แล้ว)
 
ผมกับโทบี้ลงจากภูพานเข้าสู่เมืองสกลนครแล้วก็แวะเข้าร้านส้มตำของเพื่อนเป็นที่แรก 
 
คนที่ร้านนั้นเค้ารอการมาของผม (ฟังดูยิ่งใหญ่มาก) เมื่อเค้าได้ยินว่าผมปั่นจักรยานข้ามภูพานมาก็ตกใจกันทั้งร้าน  บ้างก็หาว่าผมบ้า (ถูกต้องที่สุด) ผมไม่ขอเอ่ยชื่อคนที่ร้านนั้นนะครับ เดี๋ยวเค้าเสียหาย (ถ้าเค้ารู้ก็คงบอกว่าไม่มีอะไรจะเสียแล้วแหละ) ทางร้านก็ให้การต้อนรับเป็นอย่างดีด้วยตำแตง แกงหน่อไม่ และไก่ย่างร้อนๆ นั่งเสวนาที่มาที่ไปของการเดินทางได้พักหนึ่งก็เริ่มจะกระหายคาเฟอีน 
 
นั่งพักอยู่นั่นได้ซักหน่อย ผมก็ออกหากาแฟมาจิบแก้เหนื่อย โดยมีเพื่อนเป็นไกด์นำทางไปซื้อกาฟที่ร้าน
ได้กาแฟโบราณเย็นๆ มาจิบก็ชื่นใจขึ้นหน่อย หลังจากนั้นก็เป็นการหาที่ซุกหัวนอนล่ะครับ
 
 
 
คืนนี้เราได้ที่นอนสบาย ห้องพักอย่างดีแบบว่านอนแล้วไม่อยากตื่นเลยทีเดียว
 
จากที่ได้ผจญภัยกันมามากมายแล้ว ต่อไปก็เป็นการเที่ยวภายในตัวเมืองสกลนคร
ไปดูตามลำดับที่ต่างๆ ที่ผมได้ไปเลยนะครับ
 
 
 
ที่แรกคือพิพิธภัณฑ์ภูพาน เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เปิดให้เข้าชมฟรี ระหว่างที่ผมปั่นจักรยานมาที่นี่ก็มีนักท่องเที่ยวคณะหนึ่งเข้ามาพอดี ทำให้ผมได้เข้าชมแบบเนียนๆ มีไกด์นำชมพร้อมกับนักท่องเที่ยวกลุ่มนั้น เข้าไปห้องแรกก็ได้ชมวิดิทัศน์แนะนำ สิ่งที่ประทับใจก็คือ เค้าบอกว่าเมืองสกลนครเป็น
"ดินแดนแห่ง 4 ธรรม" ได้แก่
 
1.ธรรมชาติ: มีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์เกิดจากเทือกเขาภูพาน มีป่าไม้ สายธาร และสรรพชีวิตอาศัยอยู่
 
2.ธรรมะ: มีปูชนียสถานที่สำคัญหลากหลายแห่ง มีพระเกจิอาจารย์ชื่อดังมากมาย
และมีสถานที่ทรงงานของพระมหากษัตริย์
 
3.อารยธรรม: มีอารยธรรมที่ยาวนานตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์
มีชุมชนโบราณอายุตั้งแต่ 600 ปีก่อนพุทธกาล 
 
4.วัฒนธรรม: มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของคนไทยอีสาน
 
ภายในพิพิธภัณฑ์ก็แบ่งออกเป็น 10 ส่วน ตกแต่งไว้อย่างสวยงาม ทันสมัย และน่าสนใจมาก
 
 
 
ส่วนนี้แสดงลักษณะทางภูมิศาสตร์ของสกลนคร
 
 
 
ลองวัดรอยเท้าไดโนเสาร์ดูครับ!
 
 
 
ส่วนนี้เป็นการจำลองสภาพแวดล้อมภายในถ้ำเสรีไทย
 
 
 
 
ส่วนนี้จัดแสดงเกี่ยวกับอารยธรรมและวัฒนธรรม
 
 
 
ส่วนนี้จัดแสดงเกี่ยวกับวิถีชีวิต ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ เป็นความรู้ใหม่ของผมเลยครับว่าจังหวัดนี้มีกลุ่มชาติพันธุ์อยู่หลากหลายชนเผ่า เค้าสามารถอยู่ร่วมกันได้ตั้งแต่สมัยพุทธกาลจนมาถึงเมื่อรวมเป็นรัฐชาติไทยในปัจจุบัน
 
 
 
ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์มีพญานาคตัวใหญ่นอนขดอยู่
 
เดินชมหมดทุกส่วนแล้วก็ไปดูที่อื่นต่อเลยครับ
 
 
 
มาถึงดินแดนแห่งธรรมแห่งนี้แล้วก็ต้องมาไหว้พระธาตุเชิงชุม ขอพรเพื่อเป็นศิริมงคลกับชีวิต
ที่วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร วัดคู่บ้านคู่เมืองของชาวสกลนคร
 
 
 
แสงแดดส่องสะท้อนวิหารสีทองอร่าม สวยงามอย่าบอกใคร
 
ไหว้พระกันเรียบร้อยแล้วเราไปที่หนองหารกันต่อเลยครับ
 
 
 
ริมฝั่งหนองหารเป็นสวนสาธารณะ มีสวนแม่กับสวนลูก
เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ข้างในบรรยากาศร่มรื่นมาก
 
ทะเลสาบหนองหารดูกว้างใหญ่ มองไปสุดลูกหูลูกตา กระแสน้ำไหลเอื่อยๆ
ดูแล้วก็สบายใจอย่างบอกไม่ถูก
 
 
 
ห้ามปั่นจักรยานเข้าไปในสวน แต่ก็มีที่จอดให้อย่างดี ถ้าจะปั่นจักรยานต้องไปที่สวนลูกซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่ง
 
 
 
 
ตกเย็นมาก็เป็นช่วงเวลาที่ผมขอเรียกว่า "ตะวันรอนที่หนองหาร" ภาพพระอาทิตย์ตกดินยามเย็นเป็นความสวยงามที่มีอยู่ทุกที่ แต่ละที่ก็มีความสวยงามแตกต่างกันไป
 
หลังจากที่ถ่ายภาพนี้ประมาณ 10 นาที ก็มีวิวที่สวยกว่านี้อยู่ตรงหน้า พระอาทิตย์ดวงแดง กลมโต
กำลังไต่ลงจากฟ้า หมู่เมฆลอยเอื่อยๆ เป็นภาพที่งดงามอีกภาพหนึ่งซึ่งผมไม่ได้ถ่ายเป็นไว้
หากแต่ถ่ายเก็บไว้ในความทรงจำเรียบร้อยแล้ว
 
 
 
สกลนครเป็นเมืองเล็กๆ ที่ดูสะอาด น่าอยู่ รถไม่ติด ตึกรามบ้านช่องก็ดูเป็นระเบียบดี
เมืองนี้ไม่มีตึกสูงเสียดฟ้า ดูไม่รกหูรกตา
 
 
 
ถ้าเข้ามาทางอุดรธานีจะเจอประตูเมืองตั้งตระหง่านอยู่ที่สี่แยก
วันฟ้าครึ้มอย่างนี้ก็ทำให้ประตูเมืองดูขลังขึ้นเลยครับ 
 
เที่ยวทั้งวันแล้วก็ได้เวลาพักผ่อนของเรา กลับห้องไปนอนพักล่ะครับ
 
 
 
เช้าวันจันทร์ที่ 6 ตื่นมาผมก็ออกของกินแต่เช้า ได้ข้าวสตูไก่กับกาแฟร้อนๆ มาเติมพลัง
 
จากนั้นก็จัดการเรื่องตีตั๋วกลับบ้าน ตั้งใจว่าจะเอาโทบี้ขึ้นรถทัวร์กลับเหมือนทริปที่แล้ว
และสุดท้ายก็ได้ตั๋วรถทัวร์ ขอนแก่น-นครพนม รอบ 17:30 น.
 
เก็บของออกจากห้องพักแล้วผมก็ไปอยู่ที่ร้านส้มตำของเพื่อน (เป็นแหล่งกบดานชั่วคราวก็ว่าได้) 
เพื่อรอไปขึ้นรถตอนเย็น 
 
 
 
ก่อนจะกลับผมก็ได้ไปไหว้หลวงปู่มั่น ที่พิพิธภัณฑ์หลวงปู่มั่น ภูริทัตฺโต วัดป่าสุทธาวาส
เรียกได้ว่ากลับบ้านแบบอิ่มอกอิ่มใจกันเลยทีเดียว
 
นาฬิกาบอกเวลา 17:30 น. รถทัวร์ที่จะไปส่งเราก็มาถึง สอบถามเรื่องการนำจักรยานกลับด้วยก็ได้ความว่าไม่สามารถเอาขึ้นได้ เพราะช่องเก็บสัมภาระของรถเต็มแล้ว
จึงเป็นภาระให้เพื่อนผมส่งเจ้าโทบี้ขึ้นรถอีกเที่ยวในวันถัดมา
(และมันก็ถูกส่งถึงบ้านอย่างปลอกภัยในเที่ยงวันถัดมา)
 
 
 
ระหว่างทางกลับบ้านก็ทบทวนเส้นทางที่ได้ปั่นมา มองออกนอกหน้าต่าง ฝนตกปรอยๆ ใจลอยไปทั่ว
ช่วงที่รถข้ามภูพานก็ทำเอาปวดเศียรเวียนเฮดอยู่พอสมควร
ลงจากภูพานแล้วก็ยาวมาถึงขอนแก่นเวลาสามทุ่มตรง
 
และการเดินทางครั้งนี้ก็สิ้นสุดลง...
 
การปั่นจักรยานเป็นการเดินทางที่เนิบช้า แต่ทว่ามีเสน่ห์ในตัว
ผมเชื่อว่าการปั่นจักรยานแบบทัวร์ริ่งจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเริ่อยๆ
เพราะประเทศไทยมีแหล่งท่องเที่ยวแทบทุกจังหวัด เหมาะกับการปั่นทัวร์ริ่งเป็นที่สุด
สำหรับผมแล้วการเดินทางไม่ได้จบลงแค่นี้แน่นอน 
 
Enjoy Cycling!

Comment

Comment:

Tweet

looks great..

#4 By Cameron Longman on 2013-06-02 22:17

big smile ขอให้ปั่นโดยปลอดภัยนะค๊า

#3 By Paa orKant on 2013-05-27 15:45

Have a good tripconfused smile
come here again nabig smile
everybody always welcome u

#2 By Ps Caroline (103.7.57.18|223.204.61.43) on 2013-05-24 11:50

สวยๆ วัดก็สวย ทิวทัศน์ก็สวย
( Hot! Hot! )

#1 By Nirankas on 2013-05-22 08:22